
เหยื่อบริหารแย่
ความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยเอกชน นอกจากขึ้นอยู่กับหลักสูตร บุคลากรผู้สอนแล้ว ที่ขาดไม่ได้ คือ การบริหารงานที่ดี ซึ่งปัจจัยหลังได้กลายเป็นต้นตอสำคัญที่ส่งผลต่อฐานะทางการเงินและผลลัพธ์ด้านคุณภาพของมหาวิทยาลัยในมาเลเซีย
ความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยเอกชน นอกจากขึ้นอยู่กับหลักสูตร บุคลากรผู้สอนแล้ว ที่ขาดไม่ได้ คือ การบริหารงานที่ดี ซึ่งปัจจัยหลังได้กลายเป็นต้นตอสำคัญที่ส่งผลต่อฐานะทางการเงินและผลลัพธ์ด้านคุณภาพของมหาวิทยาลัยในมาเลเซีย
เว็บไซต์เดอะมาเลย์เมลออนไลน์ อ้างข้อมูลจากสถาบันปีนัง กลุ่มคลังสมองท้องถิ่นในมาเลเซีย ที่เปิดเผยผลการวิจัยว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญของมหาวิทยาลัยเอกชน คือ อธิการบดีและรองอธิการบดีขาดประสบการณ์ด้านธุรกิจ โดยพบว่า 76% ของอธิการบดี และ 70% ของรองอธิการบดีล้วนมาจากมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการบริหารธุรกิจน้อยมาก
พร้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบมหาวิทยาลัย 2 แห่งที่มีพื้นฐานคล้ายกัน แต่ตอนนี้ฐานะกลับแตกต่างกันมากเป็นผลจากความสามารถในการบริหารงาน
ผลการวิจัยอ้างถึงยูนิเวอร์ซิตี้ ตัน อับดุล ราซัก ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2540 และต่อมาในปี 2550 ได้แตกตัวเป็น 2 มหาวิทยาลัย คือ ยูนิทาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ยูนิเวอร์ซิตี้ (UIU) และยูนิเวอร์ซิตี้ ตัน อับดุล ราซัก (UNIRAZAK) ซึ่งมีโครงสร้างและการบริหารงานต่างกัน
UIU อยู่ภายใต้การบริหารงานของ EKUINASและกรรมการบริหาร 6 คน ซึ่งมีประสบการณ์ด้านธุรกิจสูง ต่างจาก UNIRAZAK ที่มีทรัสต์เพื่อการกุศลเป็นผู้บริหารจัดการ
เมื่อถึงช่วงสิ้นปี 2556 UIU มีเงินทุนสำรองและทรัพย์สินเป็นบวก การดำเนินงานมีกำไรและจ่ายปันผลให้กับเจ้าของ มีนักศึกษา 9,000 คน และกำลังจะย้ายไปอาคารใหม่ เพื่อให้บริการนักศึกษาได้ดีขึ้น
ในทางตรงกันข้าม UNIRAZAK มีสินทรัพย์และเงินสำรองติดลบ อีกทั้งยังขาดทุนมหาศาล มีนักศึกษาเพียง 800 คน และในปีที่ผ่านมา ได้ขายอาคารของตัวเอง และย้ายไปอยู่ในอาคารเช่าแทน
การวิจัยของสถาบันปีนังระบุด้วยว่า 45% ของมหาวิทยาลัยเอกชนมีสินทรัพย์ติดลบ และประมาณ 46% กำลังเผชิญกับภาวะขาดทุน ซึ่งตอนนี้มหาวิทยาลัยเอกชนกำลังดิ้นรนเพื่อรักษามาตรฐานการศึกษาและพัฒนาคุณภาพของนักศึกษา แต่ก็มีอุปสรรคสำคัญคือการบริหารที่ไม่ดีและปัญหาทางการเงิน
ทั้งนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการเมื่อปี 2556 ระบุว่า นักศึกษาที่จบจากสถาบันเอกชนประมาณ 27% ยังคงตกงานหลังเรียนจบไปแล้วครึ่งปี ซึ่งสูงกว่าบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรัฐที่เตะฝุ่นราว 24%
นอกจากนี้ หากในการจัดอันดับด้านการศึกษาทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ มหาวิทยาลัยเอกชนของมาเลเซียก็ยังได้คะแนนย่ำแย่อีกด้วย







