
ตลาดหุ้นอาจอ่อนแอตลอดครึ่งปีแรก
โดย...จิตรา อมรธรรม
โดย...จิตรา อมรธรรม
การปรับประมาณการ GDP ของ ธปท.ยังมีความเสี่ยงที่จะพลาดเป้าที่ 3.8% ยกเว้นการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐจะมาตามนัด กระตุ้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ภาพจึงจะสดใสขึ้น การลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกควรเลือกหุ้นเป็นรายตัวที่มีข่าวเฉพาะสำหรับนักลงทุนระยะสั้น สำหรับนักลงทุนระยะยาว ช่วงครึ่งปีแรกเป็นช่วงช็อปปิ้ง แต่ต้องฉวยจังหวะดีๆ ต่อราคามากๆ ไม่ต้องรีบร้อน
ประมาณการเศรษฐกิจที่ ธปท.ปรับลง ยังมี Downside
GDP ปี 2558 ที่ ธปท.ปรับลงจาก 4% เหลือ 3.8% ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนมากกว่าทุกครั้ง เพราะเมื่อมองไปข้างหน้าพบว่ายังมีความเสี่ยงที่จะปรับลงได้อีก สาเหตุหลักที่ ธปท.มีมุมมองเศรษฐกิจแย่ลง เพราะการจับจ่ายใช้สอยอ่อนแรงกว่าเพราะขาดความเชื่อมั่น เนื่องจากการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐล่าช้า การเบิกจ่ายงบประมาณมีข้อจำกัดจากประสิทธิภาพของหน่วยงานราชการที่ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เร็ว
สิ่งที่ ธปท.ปรับลดลงมากที่สุดจึงเป็นการลงทุนภาคเอกชนจากเดิมคาดขยายตัว 7.2% เหลือ 3.1% ส่วนการลงทุนภาครัฐลดลงจาก 11% เหลือ 8% การบริโภคภาคเอกชนจาก 3.1% เหลือ 2.4% ส่วนการส่งออกก็ถูกปรับลงจากเดิมขยายตัว 1% เหลือเพียง 0.8% เห็นได้ชัดว่าเป้าประสงค์หลักของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เมื่อการประชุมเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นไปเพื่อพยุงความเชื่อมั่นของภาคเอกชน มากกว่าจะหวังผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงคิดว่าประมาณการของ ธปท.ที่ 3.8% ยังมี Downside หากการบริโภคอ่อนแอกว่านี้ เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีโอกาสขยายตัวเพียง 2%
ลุ้นผลประกอบการไตรมาสแรกไม่ให้แย่ไปกว่าที่คาด
ผลประกอบการในไตรมาสแรกของหุ้นกลุ่มหลักในตลาด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร ที่อยู่อาศัย และสื่อสาร จะยังเติบโตได้ไม่ดีนักเมื่อเทียบทั้ง Q-Q และ Y-Y ยกเว้นกลุ่มพลังงานที่กำไรในไตรมาสแรกจะเติบโตจากการไม่มีผลขาดทุนจากสต๊อกเป็นตัวฉุด กลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มแรกที่จะรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปลายเดือนนี้ นักวิเคราะห์ของเราคาดว่ากำไรของกลุ่มจะขยายตัวเพียง 6-8% Y-Y ถือเป็นอัตราค่อนข้างต่ำ โดยสินเชื่อน่าจะขยายตัวได้เพียง 0-2% จากสิ้นปีก่อน ขณะที่กำไรในไตรมาส 2 จะถูกกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่อาจแคบลงตามการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย
กลุ่มที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาสแรกจะออกมาดี นอกเหนือจากกลุ่มสายการบินและโรงแรมแล้ว กลุ่มไฟแนนซ์หรือเช่าซื้อถือว่าน่าจับตามอง โดยเฉพาะ MTLS และ GL เพราะได้ประโยชน์จากความต้องการสินเชื่อของกลุ่มลูกค้าระดับรากหญ้าที่เข้าถึงสถาบันการเงินยาก ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการลดดอกเบี้ยของ ธปท. ซึ่งจะเห็นผลชัดเจนในไตรมาส 2 จึงยิ่งได้อานิสงส์ ตรงข้ามกับธุรกิจที่มีฐานลูกค้าเป็นกลุ่มรากหญ้า เช่น SINGER, MC และกลุ่มค้าปลีก แม้ว่าหุ้นหลายตัวจะมี P/E ต่ำ แต่การปรับขึ้นของราคาหุ้นในระยะนี้ยังเป็นไปอย่างจำกัด เพราะถูกกดดันจากผลประกอบการ
ตลาดหุ้นครึ่งปีแรกอึมครึม ครึ่งหลังสดใส
ตลาดหุ้นมีโอกาสอ่อนตัวในเดือนนี้ตามภาพเศรษฐกิจ แต่คิดว่าไม่น่าแย่ไปกว่าจุดต่ำเดิมคือ 1,480 จุด ถึงแม้ผลประกอบการไตรมาสแรกยังดูไม่ดี แต่คิดว่ายังเร็วเกินไปที่จะปรับประมาณ เพราะเพิ่งปรับ EPS ของตลาดลง 6% เหลือ 102 บาท จากเดิม 108 บาท
ระดับดัชนีปัจจุบันคิดเป็น Forward P/E ปี 2015 ที่ 15 เท่า เมื่อเทียบกับกรอบในอดีตที่ 13.3-17 เท่า ถือว่าไม่แพงแต่ก็ไม่ถูกจนน่าซื้อ เป้าดัชนี 1,650 จุด เชื่อว่ามีโอกาสเห็นในช่วงปลายปีทั้งเศรษฐกิจที่เริ่มกระเตื้องและ Fund Flow ที่เริ่มเข้า
แต่สำหรับครึ่งปีแรกที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศล่าช้า ประกอบกับกำไรของตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก คาดว่า SET จะแกว่งในกรอบ 1,450-1,550 จุด (อิง EPS 4 ไตรมาสย้อนหลัง และ P/E 15-17 เท่า)
กลุ่มรับเหมาอาจฟื้นหากโครงการใหญ่เข้า ครม.เดือนนี้
แม้ในช่วงเกือบ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2557 งบลงทุนจะถูกเบิกจ่ายไปเพียง 19% ของงบทั้งปี 4.49 แสนล้านบาท แต่ราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาปรับลงมาเกือบ 30% จากจุดสูงสุดในช่วงปลายเดือน ก.พ. จนราคาหุ้นหลายตัวต่ำกว่าช่วงต้นปี และมี Valuation ถูก
หากรัฐบาลเร่งอนุมัติการประมูลโครงการต่างๆ กลุ่มรับเหมาอาจกลับมานำตลาดได้อีกครั้ง ข่าวดีคือ ล่าสุดกระทรวงคมนาคมเตรียมดัน 4 โครงการ (รถไฟฟ้าสายสีชมพู สีเหลือง สีส้ม รถไฟทางคู่ (จิระ-ขอนแก่น)) เข้า ครม.ก่อนวันที่ 15 เม.ย.นี้ ส่วนโครงการมอเตอร์เวย์อยู่ระหว่างรอความเห็นจาก สศช. คาดว่าจะเข้า ครม.เดือน มิ.ย. หุ้นที่เราชอบยังเป็น CK (พื้นฐาน 30 บาท) STEC (พื้นฐาน 28 บาท) และ ITD (พื้นฐาน 8.10 บาท)







