
คิดที่สาม แห่ง 'สี่คิด'
ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง
ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง
ผ่านคิดที่หนึ่ง คิดบวก เห็นโอกาสในขณะที่คนส่วนใหญ่เห็นวิกฤต เพื่อยกระดับตัวเองจากคนธรรมดาเป็นผู้มีปัญญา เข้าสู่การคิดที่สอง ที่มีปัญญาและมีบริวาร ด้วยการ “คิดเผื่อ” การหวังดีต่อผู้อื่น โดยการคิดเผื่อคนอื่น ทำให้คนมีปัญญาคนนั้นมีบารมี มีพวกพ้อง มีลูกน้อง นั่นแหละ การสร้างผู้นำ ที่บอกว่าเขาคือ The Leader with no Title...ไม่ต้องมีตำแหน่ง แต่มีบารมี
มาสู่การคิดที่สาม คือ “คิดแก้ไข” ถ้าเรามองไปในโลกปัจจุบัน ธุรกิจที่รวยเร็วโคตรๆ หนีไม่พ้น ธุรกิจ Young Rich ใน Silicon Valley ที่ทุกธุรกิจที่สร้างเศรษฐีอายุน้อยแสนล้าน...ไม่ผิดหรอก อายุน้อยแสนล้าน มันเกิดขึ้นที่อเมริกา เพราะคนเหล่านั้น เช่น Larry Pages, Mark Zuckerberg เขาคิดแก้ไข อย่าง Google คิดแก้ไขปัญหาให้คนทั้งโลกในเรื่องของการค้นหาข้อมูลจากโลก Internet ก็ทำให้บริษัท Google รวยเร็วระดับโลก
ไม่ต่างกับ Facebook ที่คิดแก้ปัญหาให้คน Gen Y มีสิทธิมีเสียง มีตัวตนในโลกที่ไม่อยากฟังเสียงของคนรุ่นใหม่ (เดี๋ยวนี้ Gen Y อึดอัดที่สุด เพราะเกิดมาท่ามกลางโลกที่มีทุกอย่างหมดแล้ว ไม่มีใครอยากฟังความคิดของ Gen Y ทำให้คนเหล่านี้ต้องหา Platform ในการสื่อสารตัวเอง นั่นแหละ Social Network มาตอบโจทย์ตรงนั้น)
ก็เลยทำให้ Facebook รวยเร็วระดับโลก ซึ่งวันนี้ Silicon Valley สร้างธุรกิจรวยเร็วมากมายมาแก้ปัญหา อย่าง UBER สร้างการแก้ปัญหาแท็กซี่ห่วยทั่วโลก และธุรกิจอื่นๆ อีกมากมายล้วนตอบปัญหาให้คนจำนวนมหาศาล
พูดง่ายๆ ทุกธุรกิจเริ่มจากการคิดแก้ปัญหา แต่คุณ เชื่อไหม คนไทยส่วนใหญ่มองข้าม คิดว่าธุรกิจคือการคิดตาม ทำตามฝรั่ง มันก็เลยออกมาใน Trend Globalization คือ “ฝรั่งคิด เราลอก ฝรั่งรวย เราเลยจน”
วันนี้หลายๆ คนบ่นว่า “เกิดผิดที่” ถ้าความสามารถ อย่างฉันต้องเกิดที่อเมริกาจะรวยกว่านี้ ...ก็จริง แต่บางส่วน เพราะสุดท้ายมันกลับมาที่ตัวเรา คุณรู้ไหมว่าไม่มีใครบังคับให้เราอยู่ตรงไหนในโลก แต่คนส่วนใหญ่คิดว่า ถ้าเกิดที่ไหนต้องอยู่ที่นั่น ซึ่งเป็นความคิดที่ล้าหลังแล้ว
คุณลองดูตัวอย่างของชนเผ่า แขก กับ ยิว คนเหล่านี้ เกิดมาก็มองตัวเองเป็น Global Citizen ทันที เราจะเป็นทั้ง คนแขกและยิว เดินทาง ทำงาน และอาศัยอยู่ทุกที่ในโลก พูดง่ายๆ คือ คนเหล่านี้อพยพตามโอกาสที่มีแก่ตัวเขา อย่างที่ Australia ผมเห็นแขกเยอะมาก ที่ไปเป็นหมอ เพราะอาชีพ หมอขาดแคลน นั่นก็คือโอกาสที่คนแขกเข้าไปตอบสนอง
“คิดแก้ไข” มีโจทย์ที่ลึกกว่าก็คือ ต้องมองว่า หนึ่ง แก้ไขอะไร สอง ใครทำ
ไอ้คำตอบแรกวันนี้หายากขึ้นเรื่อยๆ “แก้ไขอะไร” เพราะวันนี้ถ้าเรามองไปรอบๆ อย่างในกรุงเทพฯ ถามหน่อยว่ามีอะไรที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ...ไงล่ะครับ คิดยาก ถึงคิดได้ ก็เป็น สิ่งที่เราแก้ไม่ได้ เช่น ปัญหารถติด ปัญหาชุมชนแออัด
ครับ!! จริงๆ มันมีปัญหามากมาย เพียงแต่เราถูกสอนให้คิดและทำเหมือนกัน จึงมองไม่เห็นปัญหา และนั่นเท่ากับว่าเราถูกสอนให้มองไม่เห็นโอกาส ทำให้การเป็นลูกจ้างก้มหน้าทำงานเพื่อรับเงินเดือนมันง่ายกว่าเยอะ
เอ้า!! ลองคิดใหม่ครับ อะไรในกรุงเทพฯ ที่อยากให้เราแก้ไข คราวนี้คิดให้ใกล้ตัว คิดให้เล็กลง
ใช่ครับ!! ถ้ามองให้ใกล้ตัวจะพบว่า เราเห็นปัญหามากมายที่เราอยากให้แก้ไข เช่น เราอยากได้คำแนะนำทางการลงทุน, เราอยากได้คนแนะแนวอาชีพที่เด็ดๆ, เราอยากได้โรงเรียนลูกที่ดีกว่านี้, เราอยากเก่งในงานมากกว่านี้, เราอยากทำเงินเก่งกว่านี้...คุณพอจะเห็นหรือยังว่า วันนี้ปัญหาเรื่องความสะดวกสบายในร่างกายมันถูกตอบไปหมดแล้ว เดี๋ยวนี้เรามีร้านค้า ร้านอาหาร ทุกอย่างดีหมดแล้ว
แต่สิ่งที่ยังขาดชนิดที่เรียกว่า “ขาดสุดๆ” คือ “การศึกษา” วันนี้เราเรียนกันสูงมาก จบกันปริญญาโท ปริญญาเอก แต่สังเกตไหมว่า ความรู้ตรงนั้นช่วยอะไรในชีวิตคุณไม่ได้เลย รุ่นน้องบางคนมาปรึกษาผมว่า เขาไปต่อโทกลับมาแต่ที่ทำงาน ไม่ได้ปรับเงินเดือน ผมก็ถามว่า ไอ้ปริญญานั่นน่ะ ที่เขาไม่ขึ้นเงินเดือน เพราะมันไม่ได้ทำให้การทำงานของน้องดีขึ้นน่ะซิ สมมติน้องจบปริญญาตรี ทำงานได้ผลลัพธ์ระดับ B แล้วพอไปเรียนได้ปริญญามาอีกใบ แม้การศึกษาสูงขึ้น แต่ผลงาน ก็เหมือนเดิม มักจะแย่กว่าเดิมด้วย
ลองคิดดู คนที่ไปเรียนปริญญาระหว่างทำงานก็มักจะกินเวลาทำงาน เอาสมองไปเรียน ทำให้ทำงานง่วง เพลีย สรุปพอจบมาก็ไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์แตกต่าง เหมือนเดิม -- ก็สมควรแล้วที่บริษัทเขาไม่ได้ขึ้นเงินเดือนให้
เฮ้ยเจ็บ!! “งั้นถามพี่ตรงๆ เลยว่า ถ้าผมไม่เพิ่มปริญญาอีกใบ ผมจะทำอย่างไร ให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ให้ผลลัพธ์ในงานดีขึ้น”
เอาตรงๆ เลยนะ “คิดแก้ไขดิ” เอาสมองเราทั้งหมดคิดแก้ไขสินค้าและบริการของบริษัทให้ดีขึ้น เพราะนั่นหมายถึงการหาคำตอบให้ลูกค้าพึงพอใจสินค้าและบริการของบริษัทมากขึ้น ...นี่แหละ การมุ่งเป้าที่ผลลัพธ์
ดังนั้น ปัญหาหลักของคนรุ่นใหม่ คือ “การศึกษา” ลองคิดแก้ไขเรื่องความรู้ให้คนรุ่นใหม่ นั่นแหละโอกาส เอาง่ายๆ โรงเรียนสอนพิเศษที่ทำกันรวยเป็นแถวๆ ก็แก้เพียงแค่ส่วนเล็กๆ ของระบบการศึกษา คิดต่อซิครับ นั่นแหละ ขุมทรัพย์แห่งอนาคต !!







