
การสร้างความสมดุลระหว่างความเดือดร้อน : ความเสี่ยง : เงินหลวงที่จะใช้ชดเชย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เขียนบทความเรื่องมาตรการให้ความช่วยเหลือ SME ที่น่าเฝ้ามอง
โดย...สุรพล โอภาเสถียร
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เขียนบทความเรื่องมาตรการให้ความช่วยเหลือ SME ที่น่าเฝ้ามอง ผมเองมีความเห็นและข้อเสนอดังนี้ เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการเรียนรู้ระหว่างกัน ไม่มีใครผิด ใครถูก เพราะทุกฝ่ายก็อยากให้มีการเอาเงินหลวง เงินภาษีจากเราๆ ท่านๆ ไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ดังนี้ครับ
ควรกำหนดจำนวนการให้กู้สูงสุดสำหรับลูกค้า SME ขนาดเล็กที่เป็นรายใหม่กับรายเดิมที่อยากได้เงินกู้เพิ่มบนหลักประกันเดิมว่าเป็นวงเงินเท่าใดหรือไม่ โดยผูกโยงกับกระแสเงินสดสุทธิ (รับ-จ่ายสุทธิ) ที่เราเรียกว่า Debt Burden Ratio เช่น 5 เท่า 10 เท่าของกระแสเงินสดสุทธิ (รับ-จ่ายสุทธิ)
ควรต้องมีการกำหนดว่าเมื่อกู้ยืมตามจำนวนเท่าของ Debt Burden Ratio แล้วนั้น ต้องกำหนดให้มีการคุมอีกชั้นด้วย Debt to Equity Ratio คือ หนี้ทั้งปวงต่อสิ่งที่เป็นทุนเป็นสัดส่วนเท่าใดหรือไม่
ควรต้องมีคำอธิบายในรายงานการวิเคราะห์สินเชื่อหรือไม่ว่าที่ไปค้างชำระจนมีประวัติการค้างชำระในประวัติการชำระหนี้ของตัว SME เองที่มีการจัดเก็บไว้กับบริษัทข้อมูลเครดิต หรือเครดิตบูโรนั้นเป็นเพราะอะไรที่ชัดเจน
หากมีการปล่อยกู้ให้กับ SME ขนาดเล็กตามเป้าหมายข้างต้นแล้ว ในระยะเวลา 12 เดือนนับจากวันที่ให้กู้แล้ว ลูกหนี้รายนั้นไม่ควรเป็น NPL หรือมีการค้างชำระเกินกว่า 90 วันอีกในระยะ 12 เดือนในอนาคต และหากเกิดขึ้นกับรายใดให้ตั้งกรรมการสอบ เรื่องความรอบคอบในการวิเคราะห์สินเชื่อ วิจารณญาณในการประเมินความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ และหัวหน้าเจ้าหน้าที่สินเชื่อในลูกหนี้รายนั้นๆ
ในกรณีที่มีความเสียหาย เช่น การกันสำรองเพิ่มขึ้น (Reserve Increasing) และไปขอให้รัฐรับภาระเป็นจำนวนเท่าใด ให้เอาเงินที่รัฐจ่ายชดเชยมาตัดกับผลกำไรที่จะใช้ประเมินผลตอบแทนให้กับธนาคาร ผู้บริหาร และพนักงาน เหลือเท่าใดจึงค่อยเอาไปประเมินเรื่อง เงินเดือน โบนัส
การไม่ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมากำกับดูแล ไม่น่าจะเกี่ยวกับภารกิจการให้กู้กับ SME เพราะเหตุว่าผู้บริหารระดับสูง จนสูงมากในคณะกรรมการส่วนหนึ่งก็เป็นคนมาจาก ธปท.ไม่ใช่หรือ ควรจะรีบรับเข้ามาเพื่อทำให้การดำเนินงานของธนาคารตนเองมีเครดิตที่สูงขึ้น มีต้นทุนการระดมเงินถูกลง มีความเป็นมาตรฐานมากกว่า
การสร้างความสมดุลระหว่าง ความเดือดร้อน : ความเสี่ยง : เงินหลวงที่จะใช้ชดเชยนั้น จะอย่างไรก็ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ความเสียหายนั้น หากเกิดบนความโปร่งใสและบนความสุดฝีมือ เพื่อเป็นต้นทุนให้กับคนอีกจำนวนหนึ่งให้รอดพ้นภาวะเวลานี้ ในมุมมองของผมคิดว่าเรารับกันได้แต่ทุกเรื่องไม่ว่าดีหรือร้าย ถ้ามีคำอธิบายแล้วเจ้าของเงินทุนของหลวง หรือผู้จ่ายภาษีย่อมมีน้ำใจให้กับ SME รายเล็กกับคนทำงานแน่นอน







