
ปรับข้อตกลงสู่ ‘ปฏิบัติ’ โจทย์หินเออีซีหลังปี’58
2558 คือปีแห่งการเตรียมความพร้อมในการเริ่มต้นเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
2558 คือปีแห่งการเตรียมความพร้อมในการเริ่มต้นเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบรรดาสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศ ได้เดินหน้าดำเนินการตามกรอบข้อตกลงที่วางไว้ แต่อาเซียนยังต้องเผชิญความท้าทายอีกมากทั้งก่อนและหลังการรวมตัวเป็นประชาคม
จายันท์ เมนอน นักเศรษฐศาสตร์ด้านการค้าและความร่วมมือภายในภูมิภาค ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กล่าวภายในงานสัมมนา “Era of The AEC: Scenarios, Stakes and Strategies” ว่า ในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 อาเซียนจะไม่สามารถดำเนินการตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ทั้งหมด โดยล่าสุดจากการประเมินผลการดำเนินการของอาเซียน (อาเซียน สกอร์ การ์ด) พบว่ามีการดำเนินการที่บรรลุเป้าหมาย 77.5% ซึ่งเป็นการดำเนินงานระหว่างปี 2551 ถึงเดือน มี.ค. 2556
ทั้งนี้ การดำเนินการของอาเซียนตามเออีซี สกอร์ การ์ด เริ่มชะลอตัวลงในช่วงท้าย โดยในระยะแรกตั้งแต่ปี 2551-2552 มีการดำเนินการบรรลุเป้าหมายได้ในระดับ 89.5% ระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2553-2554 ดำเนินการได้ 72.1% และระยะสุดท้ายปี 2555-2556 ดำเนินการได้ 71.9% เนื่องจากในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ง่ายได้ถูกทำไปแล้วในระยะต้น ดังนั้นการที่ช่วงหลังการดำเนินการชะลอตัว เพราะเหลือแต่ส่วนที่ยากและอ่อนไหว ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งเป็นส่วนที่สมาชิกอาเซียนยังคงต้องทำงานต่อไปเพื่อบรรลุเป้าหมายตามกรอบที่วางไว้
สำหรับสิ่งที่อาเซียนได้ดำเนินการบรรลุเป้าหมายไปแล้ว ได้แก่ การลดกำแพงภาษี ซึ่งมากกว่า 70% ของสินค้าที่ค้าขายภายในอาเซียนได้ลดภาษีเป็น 0% แล้ว การอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น การจัดทำระบบศุลกากรแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ซิงเกิ้ล วินโดว์) ของประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ส่วนบรูไนและเวียดนามอยู่ระหว่างการพัฒนา และคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในปี 2558
ขณะเดียวกัน ยังมีการเปิดเสรีด้านการลงทุนและการอำนวยความสะดวก ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียนเก่า ได้ดำเนินการเกือบสมบูรณ์แล้ว ส่วนการเปิดเสรีในธุรกิจบริการของแต่ละประเทศยังดำเนินการได้ช้า เช่น การดำเนินการในกรอบข้อตกลงยอมรับร่วมในคุณสมบัตินักวิชาชีพของอาเซียน (เอ็มอาร์เอ) ใน 7 สาขา ทำให้ยังไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้
อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ อีกมาก ได้แก่ การลดการกีดกันทางการค้าในกลุ่มสินค้าอ่อนไหว เช่น สินค้าเกษตร เหล็ก และธุรกิจบริการ การลดข้อจำกัดตามชายแดนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างมาตรฐานให้สอดคล้องกัน การเคลื่อนย้ายแรงงาน การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก เป็นต้น
นักเศรษฐศาสตร์ของเอดีบี ย้ำด้วยว่า การพัฒนาเอสเอ็มอีเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเกี่ยวกับการจ้างงานในภาพรวม ดังนั้นต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเป็นเครือข่ายฐานการผลิตของโลกให้ได้ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีอาเซียน
กวี จงกิจถาวร นักวิชาการอาวุโสประจำสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความท้าทายที่แท้จริงของอาเซียนอยู่ที่ช่วงหลังปี 2558 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำข้อตกลงต่างๆ มาปรับใช้ ซึ่งต้องอาศัยการขับเคลื่อนของรัฐบาลเป็นหลัก เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปรับใช้กฎหมายต่างๆ หรือการปรับปรุงกฎระเบียบ ข้อตกลง ให้สามารถนำมาใช้ให้สอดคล้องกับภูมิภาค
ประเทศไทยจัดว่ายังไม่มีความพร้อม ขณะที่เอสเอ็มอีก็ไม่พร้อมแข่งขันเช่นกัน เนื่องจากยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ซึ่งในส่วนของการสนับสนุนเงินทุนแก่เอสเอ็มอี รัฐบาลพยายามช่วยเหลืออยู่แต่ยังคงไม่เพียงพอ อีกทั้งเอสเอ็มอียังต้องการการส่งเสริมด้านการพัฒนาแบรนด์ การออกแบบ และทักษะในการสื่อสารด้านภาษา ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
รุธิร์ พนมยงค์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์ และการขนส่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เอสเอ็มอีไทยยังให้ความสำคัญกับการอยู่รอดของธุรกิจ มากกว่าการแข่งขันกับต่างประเทศ จึงเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับเอสเอ็มอีในการออกไปต่างประเทศ ซึ่งต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาล







