
คิดที่สอง แห่ง ‘สี่คิด’
เมื่อเรา “คิดบวก” ที่เริ่มจากตัวเรา มันคือตัวชี้วัดว่าเรามีปัญญามากกว่าคนทั่วไป เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนทั่วไปเห็นวิกฤต เราจะเห็นโอกาส ทุกครั้งที่คนส่วนใหญ่มีปัญหา ชีวิตหยุดชะงัก แต่ตัวเราจะกลายเป็นช่วงที่ชีวิตพุ่งแบบก้าวกระโดด
เมื่อเรา “คิดบวก” ที่เริ่มจากตัวเรา มันคือตัวชี้วัดว่าเรามีปัญญามากกว่าคนทั่วไป เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนทั่วไปเห็นวิกฤต เราจะเห็นโอกาส ทุกครั้งที่คนส่วนใหญ่มีปัญหา ชีวิตหยุดชะงัก แต่ตัวเราจะกลายเป็นช่วงที่ชีวิตพุ่งแบบก้าวกระโดด
สิ่งที่ต้องมองหา คือ “คิดที่สอง” การที่เราเก่งคนเดียว มันทำงานใหญ่ไม่ได้ เช่น เราเก่งระดับ “ขงเบ้ง” ก็คงไม่สามารถครองประเทศจีนได้ หากมีตัวคนเดียว (ต้องมีกองทัพถึงจะทำการใหญ่ได้) การคิดที่สองจึงเป็นการคิดเพื่อสร้างพวกพ้อง สร้างเพื่อน สร้างพันธมิตร สร้างบริวาร ...ใช่!! มันคือหลักการคิดที่ผู้นำทั้งโลกคิดเหมือนกัน
นั่นก็คือ “คิดเผื่อ” การคิดเผื่อคนอื่นก็คือ การคิดดี คิดเอื้อเฟื้อ ...ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มี มีแต่ข้ออ้าง ...คนส่วนใหญ่มักจะอ้างว่า แค่ตัวกรูเอง กรูก็จะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว จะไปคิดเผื่อใครได้
จริงๆ การคิดแบบนั้นก็คือ คิดแบบลูกน้อง คิดแบบลูกจ้าง เพราะคิดแต่จะทำงานของตัวเองให้ดีเท่านั้น
...มันคิดใจแคบเกินไป จึงเป็นได้แค่ลูกน้อง เป็นแค่ลูกจ้างชั่วชีวิต ...ต่างจากผู้นำ เพราะผู้นำคือคนที่คิดเผื่อคนอื่น
...ยิ่งถ้าเราคิดถึงผู้นำที่ไร้ตำแหน่ง The Leader with no Title ยิ่งเท่เข้าไปอีก ผู้นำส่วนใหญ่คิดเผื่อลูกน้อง คิดเผื่อองค์กร เพราะเขามีหน้าที่ถูกจ้างให้คิดแบบนั้น ...คนเหล่านี้เป็นได้อย่างมากก็แค่ผู้บริหารองค์กร ไม่สามารถเป็นนักธุรกิจใหญ่ได้ เพราะเขาเป็น Leader with Title แต่คิดตามหน้าที่เท่านั้น
ถูกต้อง!! ผู้นำที่แท้จริงต้องคิดเกินหน้าที่ เช่น สมมติคนเหล่านี้เข้าไปสมัครงานในบริษัทไหน เขาก็จะคิดเผื่อไปเลยว่า เขาจะช่วยให้องค์กรนี้และชีวิตทุกคนในนี้ดีขึ้นอย่างไร ...ไม่ใช่คิดแค่หน้าที่ของตัวเอง
แน่นอนว่าคนเหล่านี้ เมื่อคิดก็ต้องเจออุปสรรคเจอปัญหาที่หนักกว่า เหนื่อยกว่าคนที่ก้มหน้าก้มตาทำแต่หน้าที่ตัวเองเท่านั้น ...ใช่!! มันถึงไม่มีใครอยากจะคิดเกินหน้าที่ของตัวเองยังไงล่ะ (คน 80% คิดแค่หน้าที่งานของตัวเองเท่านั้น แต่คนอีก 20% ที่เขาเป็นผู้นำ เขาคิดเผื่อคนอื่น ...แปลกนะ แต่นี่แหละ กำหนดชนชั้นของคนว่าจะเป็นผู้นำหรือผู้ตาม)
แบบฝึกหัดง่ายๆ ว่าเรา “คิดเผื่อ” คนอื่น ก็คือลองมองไปรอบๆ ตัวว่า คนที่เราคบเป็นคนที่ทำงานเหมือนเราใช่ไหม ถ้าใช่แปลว่า เราคิดอยู่แค่งานตัวเอง ...แต่ถ้ารอบตัวเราเป็นคนที่หลากหลาย แปลว่าเรายอมเปิดใจคุยและคบคนหลากหลาย
มีคำพูดนึงที่น่าคิด ซึ่งออกจะหลักธรรมะสักนิด แต่ผมว่ามันมีเหตุผล คือ “คนเราจะอยู่ด้วยกัน เป็นเพื่อนกัน หรือเป็นคู่กัน ต้องมีศีลเสมอกัน” ตอนผมฟังประโยคนี้แรกๆ ก็งงว่า “ศีล” คืออะไร ...ใช่ที่เราไปรับศีลในวัดรอพระสวดให้ใช่หรือไม่
ไม่ใช่ครับ ...คำว่า “ศีล” เสมอกัน คือ เราคิดและทำเหมือนกัน มุมมองจริต ความคิดเหมือนๆ กัน นั่นแหละศีลเสมอกัน ...มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทนนั่งคุยกับคนที่ความคิดไม่เหมือนกัน เพราะแทนที่จะคุยอาจจบด้วยการต่อยปากกันมากกว่า
ผมเคยนั่งคิดนะว่า “เพื่อน” ที่เราคบมันคือโชคชะตาที่เราได้เผอิญมาอยู่ในโรงเรียนเดียวกันเวลาเด็กๆ ...แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็ได้คำตอบว่า
จริงๆ แล้วคนที่เราคบจริงๆ สุดท้ายมันคือคนที่ “ศีลเสมอกัน” ไม่ใช่เพราะคนส่วนใหญ่ชอบแบ่งชนชั้น แต่มันเป็นเรื่องของความชอบในสิ่งเดียวกัน คิดและทำในสิ่งใกล้ๆ กัน
...ทำให้สุดท้ายคนเราก็แยกไปในจุดที่ใช่สำหรับตัวเอง กลายเป็นการแบ่งชนชั้นในสังคมนั่นเอง
ซึ่งจริงแล้วการยกระดับชนชั้นของตัวเอง มันเริ่มที่ “ความคิด” เท่านั้นเอง (คนระดับล่างมักจะคุยกันเรื่องนินทาคนอื่น ดูละครน้ำเน่า/คนชั้นกลางจะคุยเรื่องสิ่งของที่จะซื้อ ที่เที่ยว ที่ใช้เงิน/คนระดับสูงจะคิดเรื่องการทำโครงการใหม่)







