
กลุ่มศรีทองฯลดเสี่ยง รุกอสังหาฯเสริมนาฬิกา
โดย...จะเรียม สำรวจ
โดย...จะเรียม สำรวจ
ปัจจัยความไม่แน่นอนภายในประเทศที่เกิดขึ้นเป็นระยะในช่วงหลังมานี้ ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องออกมาปรับแผนการดำเนินงานเพื่อลดความเสี่ยง หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มบริษัท ศรีทองพาณิชย์ ที่ออกมาประกาศแผนลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการหันมารุกขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบของโรงแรมและอาคารสำนักงานให้เช่ามากขึ้น
สำหรับธุรกิจที่กลุ่มศรีทองพาณิชย์เลือกหยิบขึ้นมาเสริมทัพความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจนาฬิกาในช่วงระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ คือ ธุรกิจโรงแรม เนื่องจากปัจจุบันมีที่ดินผืนงามพร้อมพัฒนาเป็นธุรกิจโรงแรมหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นพัทยา ตราด หรือในกรุงเทพฯ
วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีทองพาณิชย์ กล่าวว่า การหันมารุกธุรกิจโรงแรมมากขึ้นในครั้งนี้ ก็เพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจนาฬิกา ซึ่งปัจจุบันทำการตลาดยากขึ้น เนื่องจากการแข่งขันสูงและพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยน แปลง
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบภายในประเทศอีกรอบด้านให้ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้ต้องปรับแผน การทำตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ ได้รับผลกระทบหรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น
ที่ดินแปลงแรกที่กลุ่มศรีทองพาณิชย์เลือกหยิบขึ้นมาพัฒนาเป็นธุรกิจโรงแรมแห่งที่ 2 คือ พัทยา ด้วยศักยภาพของเมืองพัทยาที่มีอยู่ท่วมท้น เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ จึงทำให้พัทยาเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้กลุ่มศรีทองพาณิชย์จึงเตรียมทุ่มงบลงทุนมากถึง 1,500 ล้านบาท ก่อสร้างโรงแรมเรเนซองส์ โฮเทล พัทยา รีสอร์ท บนพื้นที่ 17 ไร่ จำนวน 252 ห้อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในเดือน ธ.ค. 2559
หลังจากดำเนินการก่อสร้างโรงแรมแห่งที่ 2 ของกลุ่มแล้วเสร็จ กลุ่มศรีทองพาณิชย์ก็มีแผนเดินหน้าพัฒนาโรงแรมแห่งที่ 3 และแห่งที่ 4 ต่อเนื่องทันที เนื่องจากแนวทางการดำเนินธุรกิจโรงแรมนับจากนี้อีก 5 ปี ต้องการมีโรงแรมให้ครบ 4 แห่ง จากปัจจุบันมีเพียงโรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพ เปิดให้บริการเพียง 1 แห่งเท่านั้น ส่วนแต่ละแห่งจะใช้งบลงทุนเท่าไร และจะเป็นที่ดินในจังหวัดไหนบ้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา
วิภาวรรณ กล่าวต่อว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ตหรืกระบี่ เพื่อเข้าไปขยายธุรกิจโรงแรม เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและมีโอกาสการเติบโตสูง เพราะประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากจะให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจโรงแรมใหม่แล้ว ในส่วนของโรงแรมเก่าที่เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบันอย่างโรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพ ก็มีแผนจะปรับปรุงห้องพักจำนวน 407 ห้อง ให้มีความทันสมัยและสวยงามมากขึ้นภายใต้งบลงทุน 350 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในส่วนของโรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพ คาดว่าจะเริ่มทยอยปรับปรุงห้องพักได้ในวันที่ 17 เม.ย.ปีนี้เป็นต้นไปรวมระยะเวลา 2 ปี จึงจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ
วิภาวรรณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของธุรกิจอาคารสำนักงาน ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการวางแผน ซึ่งธุรกิจดังกล่าวถือเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่สร้างผลตอบแทนให้สูง เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด เห็นได้จากอาคารสำนักงานในเครือทั้งสองแห่ง คือ อาคารเลอ คองคอร์ด และอาคารเอ็มดี ทาวเวอร์ ที่มีพื้นที่เช่าเกือบเต็ม 100%
อย่างไรก็ดี แม้ว่าปีนี้กลุ่ม ศรีทองพาณิชย์จะหันมาให้ความสำคัญกับการรุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ในด้านของธุรกิจค้าปลีกซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์ดังจากต่างประเทศ ก็ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการขยายจุดจำหน่าย การเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่เข้ามาทำตลาด หรือการนำสินค้าแบรนด์ใหม่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจนาฬิกา
ในส่วนของแบรนด์นาฬิกาที่จะให้ความสำคัญกับการทำตลาดในช่วงเวลานี้ คือ ซิติเซ็น ด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาด คือ รุ่น “CITIZEN ECO-DRIVE SATELLITE WAVE F100” ขณะเดียวกันก็เปิดตัวแบรนด์น้องใหม่อย่าง “CITIZEN WICCA” และการ นำนาฬิกาแบรนด์ BULOVA กลับเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอีกครั้งหลังจากหายไปนาน 20 ปี
พร้อมกันนี้ ยังมีแผนที่จะใช้งบประมาณอีก 120 ล้านบาท เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมการขายในสินค้าที่จัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อผลักดันให้สิ้นปีนี้กลับมามีรายได้จากกลุ่มธุรกิจนาฬิกาเติบโตที่ 15% อีกครั้ง หลังจากปีที่ผ่านมามีรายได้เติบโตเพียง 5% เท่านั้น
ปัจจุบันกลุ่มศรีทองพาณิย์ยังคงมีรายได้หลักมาจากธุรกิจนาฬิกาที่ 850 ล้านบาท ตามด้วยธุรกิจอาคารสำนักงาน 800 ล้านบาท และธุรกิจโรงแรม 630 ล้านบาท ซึ่งหลังจากรุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นในอนาคตต้องมีรายได้แซงหน้าธุรกิจค้าปลีกอย่างนาฬิกาตรงตามที่คาดหวังแน่นอน







