posttoday
ตลาดมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น เมื่อเฟดเริ่มใกล้ขึ้นดอกเบี้ย

ตลาดมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น เมื่อเฟดเริ่มใกล้ขึ้นดอกเบี้ย

19 มีนาคม 2558

แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มใกล้เข้ามามากขึ้น ตามการฟื้นตัวของตลาดแรงงานของสหรัฐ โดยอัตราการว่างงานปรับลดลงอย่างต่อเนื่องมาที่ระดับ 5.5% ในเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นระดับที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเป็นอัตราการจ้างงานเต็มที่ (Full Employment)

แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มใกล้เข้ามามากขึ้น ตามการฟื้นตัวของตลาดแรงงานของสหรัฐ โดยอัตราการว่างงานปรับลดลงอย่างต่อเนื่องมาที่ระดับ 5.5% ในเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นระดับที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเป็นอัตราการจ้างงานเต็มที่ (Full Employment)

แม้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ ในปัจจุบันจะยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายของเฟด เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างมากจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่อัตราการว่างงานที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจะนำไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อผ่านค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และจะเป็นเหตุผลหลักที่จะทำให้เฟดต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในที่สุด

ด้านตลาดตราสารหนี้และอัตราแลกเปลี่ยนเริ่มปรับตัว เพื่อสะท้อนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด โดยนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ค่าเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับตะกร้าเงินของคู่ค้า (Dollar Index) ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 10% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดของปีนี้ที่ 1.7% ในช่วงปลายเดือน ม.ค. เป็น 2% ในปัจจุบันเราเชื่อว่าภายใต้แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดค่าเงินเหรียญสหรัฐ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจะยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้นต่อไป

การแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐและการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจะส่งผลกดดันต่อสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำและน้ำมัน ซึ่งซื้อขายในสกุลเหรียญสหรัฐเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ค่าเงินสกุลรีลของบราซิลและลีราตุรกี ซึ่งอ่อนค่าลง 18% และ 10% เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่ต้นปีและราคาทองคำที่ปรับตัวลงกว่า 10% นับจากจุดสูงสุดในเดือน ม.ค.

ตลาดหุ้นสหรัฐก็ยังได้รับผลกระทบเชิงลบจากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐเช่นกัน เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งมียอดขายส่วนใหญ่จากภายนอกประเทศ ซึ่งนับเป็น 1 ใน 3 ของยอดขายรวมของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P500 จะถูกกดดันจากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจากการประเมินของนักวิเคราะห์การแข็งค่าขึ้น 10% ของ Dollar index จะส่งผลลบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนใน S&P500 ราว 2.5% ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหุ้นในประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ เช่น ยุโรปและญี่ปุ่นในปีนี้

เราเชื่อว่าตลาดการเงิน ทั้งตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และอัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนมากขึ้นในช่วงที่เฟดเริ่มส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ย และแนะนำให้ใช้โอกาสในการปรับฐานของตลาด ในการสะสมสินทรัพย์ที่น่าจะได้รับผลกระทบที่จำกัดจากแนวโน้มการแข็งค่าของเหรียญสหรัฐ และการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งได้แก่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น และตลาดหุ้นยุโรป ที่ได้รับผลบวกจากการอ่อนค่าของค่าเงินเยนและยูโร ซึ่งจะช่วยผลักดันผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน และการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลาง ซึ่งช่วยกดดันผลตอบแทนพันธบัตรไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นรวดเร็วจนเกินไป

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน