
สนช.รับหลักการพรบ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
สนช.รับหลักการพรบ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เปิดทางนายจ้างไม่ต้องจ่ายสมทบเท่ากับลูกจ้าง
สนช.รับหลักการพรบ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เปิดทางนายจ้างไม่ต้องจ่ายสมทบเท่ากับลูกจ้าง
เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติ 184 เสียงรับหลักการร่างพ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาในรายละเอียดจำนวน 15 คน โดยจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
สำหรับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ ให้ลูกจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนโดยให้นายจ้างหักจากค่าจ้าง และให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่า 2-15%ของค่าจ้าง นอกจากนี้ ยังให้ลูกจ้างสามารถจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนในอัตราที่สูงกว่าการจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง โดยที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจประกาศให้ลูกจ้างหรือนายจ้างหยุดหรือเลือนการส่งเงินเข้ากองทุนได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่
ทั้งนี้ ในการอภิปรายของสมาชิกสนช.ได้มีการเสนอความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยนายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกสนช. กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้น่าจะเป็นการเปิดกว้างให้ลูกจ้างสามารถจ่ายเงินเข้ากองทุนได้มากกว่า 15%ของเงินเดือน แต่มีข้อสังเกตว่าจะเป็นการเปิดทางให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบไม่เท่ากับลูกจ้างหรือไม่ เช่น ลูกจ้างจ่ายเงิน 15% แต่นายจ้างจะจ่ายแค่ 10% หรือไม่ เป็นต้น ซึ่งส่วนตัวคิดว่าอย่างน้อยควรมีการเขียนให้รัดกุมมากขึ้น คือ ถ้ากรณีที่ลูกจ้างไม่มีความประสงค์จะจ่ายเงินเกิน 15% นายจ้างก็ควรจ่ายเงินสะสมในอัตราที่เท่าเทียมกัน
ด้าน นายชาลี จันทนยิ่งยง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ ทุกประเด็นเป็นข้อเรียกร้องมาจากฝั่งลูกจ้างทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องมาโดยตรงหรือเรียกร้องผ่านสมาคมกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกจ้าง โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจำนวน 9 ครั้งตั้งแต่ปี 2553
จากนั้น สนช.ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยที่ประชุมสนช.มีมติรับหลักการ 170 ต่อ 3 คะแนน พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 15 คน เพื่อพิจารณาในรายละเอียด
ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้ผู้บริหารรัฐต้องไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ เช่นเดียวกับพนักงานรัฐวิสาหกิจจะต้องไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษมาแล้วเกิน 5 ปี
ผู้สนใจดาวน์โหลดร่างพ.ร.บ.ได้ที่นี่
http://library.senate.go.th/document/mSubject/Ext38/38105_0001.PDF







