posttoday
จับตาการประชุมเฟดกลางสัปดาห์นี้

จับตาการประชุมเฟดกลางสัปดาห์นี้

17 มีนาคม 2558

โดย...จิตรา อมรธรรม

โดย...จิตรา อมรธรรม

ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 17-18 มี.ค.นี้จะเป็นตัวชี้ชะตาว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะรีบาวด์หรือลงต่อ สิ่งที่ต้องจับตาคือ ถ้อยแถลงของเฟดว่าจะตัดวลีที่ว่า “อดทนต่อการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย” ที่อยู่ในแถลงการณ์สองครั้งก่อนออกไปหรือไม่

หากเฟดตัดวลีดังกล่าวออก ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงราคาทองคำ น้ำมัน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ จะพร้อมใจกันปรับลงอีกครั้งเพราะหมายถึงสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะเวลาอันใกล้ คือ เดือน มิ.ย.นี้มีสูงมาก ในทางตรงกันข้าม หากเฟดยังคงวลีดังกล่าวไว้ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสรีบาวด์หลังจากปรับลงมาตลอดตั้งแต่ปลายเดือนก่อน แต่จะรีบาวด์ได้ไกลแค่ไหนขึ้นอยู่กับพื้นฐาน (เศรษฐกิจ) ของเราเอง ซึ่งดูยังเปราะบางมาก

ต่างชาติมองหุ้นไทย P/E แพง

เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ ทำให้นักลงทุนต่างชาติมองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนลงอีก ล่าสุดตัวเลขของ Bloomberg consensus คาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของทั้งตลาดในปี 2558 นี้ ว่าจะอยู่ที่ 102.56 บาท ปรับเพิ่มขึ้นมา 35% จากฐานกำไรที่ต่ำในปีก่อนที่เหลือเพียง 75.95 บาท ซึ่งเป็นการหดตัวถึง 15% จากปี 2556 ตัวเลขที่เพิ่มขึ้น 35% ไม่ใช่สิ่งที่น่าดีใจ เพราะกำไร 102.56 บาท/หุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ตลาดคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 110 บาท/หุ้นอยู่มาก หากเทียบกับ SET Index วานนี้ที่ 1,515 จุด คิดเป็น P/E 14.8 เท่า ถือว่าไม่ถูกแต่ก็ไม่ถึงกับแพง แต่หาก EPS

ถูกปรับลงต่ำกว่านี้ P/E ย่อมดูแพงขึ้นทันที

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมิน EPS ในปีนี้ที่ 101 บาท/หุ้น ใกล้เคียงตัวเลขเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ในตลาด แต่มองว่า P/E 16 เท่า ยังพอเป็นไปได้เมื่อกระแสเงินทุนไหลเข้า ถามว่าเมื่อไหร่กระแสเงินทุนจากต่างชาติจึงจะไหลเข้า เราเชื่อว่าน่าจะเป็นหลังจากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ซึ่งคาดไว้ประมาณกลางปีนี้ เพราะทำให้กองทุนต่างๆ ประเมินความเสี่ยงได้แล้วว่าควรนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ใด เหมือนครั้งก่อนที่เฟดจะยุติ QE3 สิ้นเดือน ต.ค. 2557 แม้ตลาดหุ้นจะคาดการณ์กันอยู่แล้ว แต่ดัชนีตลาดยังคงผันผวนไปในทิศทางขาลง โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนก่อนจะเกิดเหตุการณ์

เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่หลายฝ่ายประเมิน

การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เป็นสิ่งสะท้อนชัดเจนว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าคาด ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของประชาชน การปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% นั้น ไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ กนง.หวังว่าจะพยุงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนได้

เราไม่มีข้อโต้แย้งว่าเศรษฐกิจฟื้นช้า เพียงแต่ยังมีความหวังว่าในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปีจะได้เห็นการประมูลรถไฟฟ้า 1-2 เส้น การประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก และการลงทุนในโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลพูดถึง มีความคืบหน้าบ้าง หากการลงทุนมีความคืบหน้า ประชาชนจะมีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจโดยรวมจะกระเตื้องขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกมากนัก หรือแม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมอาจขยายตัวด้วยตัวเลขที่ไม่สูง (เพราะอย่างไรเสีย การส่งออกก็ยังมีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยมาก) แต่ดัชนีก็ยังปรับขึ้นไปได้โดยมีหุ้นในกลุ่ม Domestic plays เป็นพระเอก

หุ้นปันผลสูงเป็นที่หลบภัยไปพลางๆ

แม้ภาพของเศรษฐกิจจะดูอึมครึม บรรยากาศการลงทุนเสียไปเนื่องจาก SET Index ปรับลงต่ำกว่า 1,520 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญในระยะสั้น แต่เรายังหวังว่าบรรยากาศในครึ่งปีหลังจะสดใสขึ้น แต่ในช่วงครึ่งปีแรกตลาดหุ้นน่าจะมีลักษณะทรงๆ ลงๆ รีบาวด์แต่ไปไม่ไกล นักลงทุนอย่าเพิ่งถอดใจ อย่างน้อยหุ้นที่จ่ายปันผลสูงยังมีความน่าสนใจ เช่น ADVANC (5.96 บาท/หุ้น XD 26 มี.ค.), INTUCH (2.23 บาท/หุ้น XD 31 มี.ค.) KTB (0.90 บาท/หุ้น XD 21 เม.ย.), TISCO (2 บาท/หุ้น XD 28 เม.ย.) เป็นต้น

GL แข็งแกร่งสวนตลาด

สัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ของเราได้ปรับราคาพื้นฐานของ GL ขึ้นเป็น 15 บาท จากการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2558-2559 ขึ้นเป็นเติบโต 377% ปีนี้ และ 41% ปีหน้า เพราะแนวโน้มธุรกิจดีกว่าที่เราเคยประเมินไว้ทั้งในไทยและในกัมพูชา และการเป็นพาร์ตเนอร์กับ JTA จะเอื้อให้ GL บุกตลาดอินโดนีเซียได้เร็วและง่ายขึ้น (JTA เป็นบริษัทลูกของกลุ่มการเงินในญี่ปุ่น มีสาขาสถาบันการเงิน 62 แห่งในอินโดนีเซีย) ตลาดอินโดนีเซียมียอดขายรถมอเตอร์ไซค์มากกว่าไทย 4 เท่า จึงเป็น Upside ต่อประมาณการของเราในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก