
จะเลือกอย่างไร? ให้ได้สุดยอด Passive Fund
โดย...หมอนัท
โดย...หมอนัท
สวัสดีครับ ในช่วงนี้ที่นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังให้ความสนใจกับการลงทุนในกองทุนรวมมากขึ้น ก็น่าจะคุ้นเคยกับกองทุนหุ้นทั่วไปที่มีลักษณะเป็นแบบ Active Fund หรือเป็นกองทุนที่ผู้จัดการกองทุนพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ผลตอบแทนของกองทุนชนะค่ามาตรฐาน (Benchmark) หรือพยายามทำผลตอบแทนให้ดีที่สุด โดยมีการคัดเลือกหุ้นด้วยแนวคิดต่าง ๆ เช่น เลือกหุ้นพื้นฐานดี เลือกหุ้นที่มีขนาดเล็ก-กลาง รวมถึงบางครั้งก็คำนึงถึงช่วงราคาซื้อขายที่เหมาะสมด้วย
แต่จะมีนักลงทุนส่วนน้อยที่จะรู้จักและชอบการลงทุนกับกองทุนแบบ Passive Fund หรือที่เราเรียกว่าเป็นการลงทุนแบบให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง หลายท่านอาจจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า แล้วดัชนีคืออะไร ผมขออธิบายแบบนี้ครับ เนื่องจากหุ้นในตลาดมีการซื้อ-ขายกันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงของราคาไปจากเมื่อวาน แต่เราไม่รู้ว่าทั้งตลาดมันเปลี่ยนแปลงไปในทางไหน เราก็เลยเอาราคา หรือขนาดของสินทรัพย์ทั้งตลาดมาทำเป็นดัชนี เช่น SET50 Index ที่จะนำหุ้น 50 ตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดมาทำเป็นดัชนี และกำหนดค่าเริ่มต้นที่ 100 สมมติว่าเวลาผ่านไป 20 วัน กลายเป็น 110 ก็แสดงว่ามีการซื้อขายมากขึ้นทำให้ราคาสูงขึ้น ส่วนการอ้างอิงก็คือ การที่กองทุนพยายามลงทุนเลียนแบบการขึ้น-ลงของดัชนีตลาดนั่นเอง
แล้วทำไมถึงต้องลงทุนตามดัชนีตลาดด้วย? ทั้งนี้ก็เพราะว่าในต่างประเทศมีการทดลองและการเก็บสถิติในระยะยาว แล้วพบว่ามีผู้จัดการกองทุนแบบ Active Fund น้อยคนนักที่จะสามารถทำผลตอบแทนได้มากกว่าตลาด และถ้าเราตรวจสอบลึกลงไป จะเห็นได้ว่ายิ่งระยะยาวเท่าไหร่ Passive Fund ก็มีแนวโน้มที่จะดีกว่า Active Fund มากขึ้นไปด้วย ส่วนข้อดีอีกข้อก็คือ การลงทุนแบบนี้มีค่าธรรมเนียมถูกมาก เนื่องจากผู้จัดการกองทุนไม่ต้องมาเสียเวลาในการเลือกหุ้น แค่ลงทุนด้วยสัดส่วนแบบเดียวกับดัชนีอ้างอิงเท่านั้นเองครับ
กองทุนประเภทนี้เป็นที่น่าสนใจและได้รับการพูดถึงทั้งนักลงทุนระดับแนวหน้าในเมืองไทย เช่น ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หรือนักลงทุนระดับโลกอย่าง เบนจามิน เกรแฮม และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เองก็เคยแนะนำให้นักลงทุนรายย่อยลงทุนกับกองทุนแบบ Passive อีกด้วยครับ
แต่ในบ้านเรากองทุน Active Fund ก็ทำผลตอบแทนได้มากกว่า Passive Fund อยู่เยอะพอสมควร เพราะส่วนมากหุ้นที่อยู่ในบ้านเรายังคงมีจำนวนไม่มาก และยังมีหุ้นเล็กๆ ที่รอการเติบโตอยู่ ซึ่งผมคาดการณ์ว่าคงอีกสักพักกว่าที่ตลาดหุ้นในบ้านเราจะพัฒนาไปเป็นเหมือนต่างประเทศครับ แต่ถ้าท่านไหนสนใจจะลงทุนกับกองทุนแบบ Passive Fund แล้วละก็ เรามาดูกันเลยว่าปัจจัยอะไรที่มีผลต่อการลงทุน และกองทุนไหนที่น่าสนใจในกันบ้าง
ปัจจัยหลักที่เราจะใช้ในการพิจารณาลงทุนกับกองทุนแบบ Passive Fund ก็คือ Tracking Error หรือดูว่ากองทุนที่เราสนใจจะซื้อนั้นผิดเพี้ยนไปจากดัชนีตลาดมากหรือน้อย ถ้าเพี้ยนมาก (มี Tracking Error สูง) ก็แสดงว่ากองทุนนั้น “ไม่ดี” เพราะว่าไม่ได้วิ่งตามตลาดอย่างแท้จริง และปัจจัยที่ทำให้เกิด Tracking Error สูงคือค่าธรรมเนียมครับ เนื่องจากถ้ามีการเก็บค่าธรรมเนียมเยอะมากเกินไปจะทำให้ผลตอบแทนคลาดเคลื่อนออกไปจากดัชนีมากขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นเอง
และอีกปัจจัยนึงก็คือ วิธีการลงทุนของกองทุน เช่น บางกองทุนอาจจะแค่พยายามเลียนแบบให้ใกล้เคียงกับดัชนีที่สุด โดยไม่ได้ลงทุนในหุ้นทุกตัวตามดัชนีจริงๆ ก็จะมีส่วนทำให้ผลตอบแทนที่ได้มี
Tracking Error ที่ต่างกันไปด้วย
กองทุนที่มีค่า Tracking Error ต่ำจะให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดหุ้นจริงๆ และการลงทุนกับกองทุนประเภทนี้ เราไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงอายุของกองทุนว่าจะเปิดมานานแล้วหรือไม่ และไม่ต้องคิดมากเรื่องผลตอบแทนที่ผ่านมาด้วย เพราะว่ากองทุนจะวิ่งขึ้น-ลง ตามตลาดหุ้นอยู่แล้วนั่นเองครับ
จากตารางค่า Tracking Error, ผลตอบแทน และค่าธรรมเนียมแล้ว กองทุนที่ดูดีและน่าลงทุนสำหรับกองทุนประเภทนี้ก็น่าจะเป็น SCBSET50 ครับ แต่ก็เฉพาะในกรณีที่ค่าธรรมเนียมไม่ได้มีการปรับตัวสูงขึ้น เพราะว่าถ้ากองทุนมีการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเมื่อไหร่ ก็จะทำให้ค่า Tracking Error เพิ่มสูงขึ้นไปด้วย
ก่อนจะจากกันไปคราวนี้ ผมจะขออธิบายถึงกองทุนอีกประเภทหนึ่งที่เราไม่ควรจะเอามาเปรียบเทียบกับ Passive Fund ทั่วไป แต่มักจะมีคนเข้าใจผิดว่าเป็น Passive Fund ซึ่งแท้ที่จริงแล้วกองทุนประเภทนี้จะพยายามเอาชนะดัชนีตลาดให้ได้จากการเลือกลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี ถึงแม้ชื่อจะคล้ายกันกับ Passive Fund ก็ตาม เราจะเรียกว่าเป็นกองทุนแบบนี้ว่า “Enhance Fund” ครับ ยกตัวอย่างเช่น กองทุน 1AMSET50** ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผลตอบแทนก็มีแนวโน้มที่น่าจะดีกว่า Passive Fund ทั่วไปครับ
สุดท้ายนี้ผมขอทุกท่านให้โชคดีมีกำไรในการลงทุนกับกองทุนที่เลือกนะครับ







