
‘ชาเม่’งัดกลยุทธ์ออนไลน์กรุยทางโกอินเตอร์
หลังจากก่อตั้งและดำเนินธุรกิจมาแล้ว 5 ปี ถึงวันนี้บริษัท ชาร์มมิ่งเวย์อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมแล้วที่ก้าวรุกสู่ตลาดอาเซียน
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
หลังจากก่อตั้งและดำเนินธุรกิจมาแล้ว 5 ปี ถึงวันนี้บริษัท ชาร์มมิ่งเวย์อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมแล้วที่ก้าวรุกสู่ตลาดอาเซียน โดยมีสองดาราสาวสวย นันท์ ฐณิชา ศิริปรีดาวัชร์ หรือการ์ตูน-อินทิรา เกตุวรสุนทร และ เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ เป็นหัวเรือใหญ่
นันท์ฐณิชา ศิริปรีดาวัชร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาร์มมิ่งเวย์อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและดูแลผิวแบรนด์ชาเม่ มาจากการให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมและงานวิจัยจากต่างประเทศมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพไม่ว่าจะเป็นสกินแคร์ อาหารเสริม และปีนี้จะเพิ่มไลน์สินค้าเกี่ยวกับการดูแลรูปร่าง รวมแล้วมีสินค้ากว่า 30 รายการ
“การทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สินค้าชาเม่เป็นที่จัก เพราะเราเริ่มขายเองก่อนผ่านทางออนไลน์ ทั้งอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ รวมทั้งใช้กลยุทธ์ไวรัลมาร์เก็ตติ้ง ทำให้เกิดการบอกต่อในวงกว้าง”
ในปีแรกชาเม่มียอดขายเพียงหลัก 10 ล้านบาท แต่ผ่านมา 4 ปี สามารถทำยอดขายได้แล้วถึง 150 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายปี 2560 จะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 600 ล้านบาท
การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จึงต้องรุกตลาดอย่างหนักหน่วงมากขึ้นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ที่ผ่านมายังเป็นอีกกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ ชาเม่เป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มมีลูกค้าจากเอเชียและยุโรปสั่งสินค้ามาบ้างแล้ว
ดังนั้น ช่องทางออนไลน์จึงยังเป็นกลยุทธ์หลักที่บริษัทจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มการทำตลาดผ่านยูทูบและกูเกิลเพื่อขยายธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งจะต่อยอดจากลูกค้าต่างประเทศที่สั่งซื้อสินค้าไปใช้หรือไปจำหน่าย เพื่อให้เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายของบริษัทในประเทศนั้นๆ อาทิ มาเลเซีย พม่า เวียดนาม ลาว เป็นต้น รวมทั้งการเริ่มเข้าไปทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและเป็นการสนับสนุนตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศด้วย ขณะที่ตลาดในประเทศปัจจุบันมีตัวแทนจำหน่ายแล้วกว่า 300 ราย
“ตลาดสินค้าเพื่อความงามถือเป็นตลาดเรดโอเชียนมีการแข่งขันสูง แต่เราสามารถเข้ามายืนในตลาดนี้ได้เพราะคุณภาพสินค้าและลูกค้าบอกปากต่อปาก ทำให้เราเข้าใจแล้วว่าสินค้าจะอยู่ได้ด้วยคุณภาพและตัวจริงเท่านั้นที่จะอยู่รอด”







