
ไล่เช็กบิลคู่สัญญา ปลดล็อก ‘ข้าวเสื่อม’
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
ลันที่มีข่าวว่ากรมการค้าต่างประเทศเสนอให้รัฐบาลอนุมัติระบายข้าวเสื่อมสภาพในสต๊อกปริมาณ 4 ล้านตัน ซึ่งเป็นข้าวสารในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ราคา 1 บาท/กิโลกรัม กระทั่งกรมออกมาชี้แจงว่า “ไม่เป็นความจริง เนื่องจากเป็นข้าวที่ติดคดีความอยู่จึงไม่สามารถนำออกขายได้ และหากจะขายราคาคงไม่ต่ำอย่างที่เป็นข่าวแน่”
ทว่า การระบายข้าวเสื่อมสภาพ ข้าวเสีย และข้าวต่ำมาตรฐาน 4 ล้านตัน ต้นทุนรับซื้อ 6.5 หมื่นล้านบาท เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายค่าเช่าโกดัง 102 ล้านบาท/เดือน แต่กว่าจะระบายข้าวล็อตนี้ออกไปได้ก็ต้องรอจนถึงเดือน ส.ค. หรืออีก 6 เดือนจากนี้
นั่นเพราะเมื่อต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์แจ้งความกับกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับคู่สัญญา 77 ราย ที่ทำสัญญาฝากเก็บข้าวกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) แต่ปรากฏว่าข้าวที่เก็บไว้ในปริมาณ 4 ล้านตัน เป็นชนิดข้าวมีสภาพข้าวไม่ตรงตามสัญญา เช่น เน่าเสีย
“ข้าวที่ติดคดีความอยู่นั้นต้องรอขั้นตอนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน ซึ่งตอนนี้รวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดี เมื่อแล้วเสร็จถึงจะนำมาระบายได้ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปประมาณเดือน ส.ค.นี้ จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) และคณะอนุกรรมการพิจารณาการระบายข้าวอนุมัติระบายข้าวเหล่านี้ออกไป” ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจง
ชุติมา ยืนยันว่า ราคาเสื่อมสภาพที่จะระบายออกไปนั้น ราคาคงไม่ได้ต่ำเพียง 2-3 บาท/กิโลกรัม อย่างที่เป็นข่าว เพราะข้าวจำนวนนี้มีหลายเกรดและยังมีที่คุณภาพดีอยู่บ้าง เช่น กรณีเป็นข้าวผิดชนิด ซึ่งไม่ใช่ข้าวที่เน่าเสีย
“ราคาก็ต้องว่ากันไปตามคุณภาพของข้าวแต่ละเกรด ส่วนจะมีการเปิดขายให้กลุ่มอาหารสัตว์และผู้ผลิตเอทานอลหรือไม่ ยังบอกไม่ได้ เพราะต้องรอให้ นบข.พิจารณาก่อน แต่ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการหลายกลุ่มติดต่อเข้ามาว่าสนใจที่จะซื้อข้าวส่วนนี้ และเสนอราคาแตกต่างกันไป”
โดยในฝั่งผู้ผลิตอาหารสัตว์ เช่น พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ระบุว่า กลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์มีความสนใจที่จะเสนอราคาซื้อข้าวสารสต๊อกรัฐบาล เพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ โดยแต่ละปีอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ใช้ปลายข้าวเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ 1 ล้านตัน หากเป็นปลายข้าวคุณภาพปกติราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 10 บาท/กิโลกรัม
“ต้องดูว่าข้าวเสื่อมสภาพแต่ละคลังที่นำมาเปิดประมูลมีคุณภาพอย่างไร ถึงจะตีราคาได้ว่าจะเสนอซื้อเท่าไหร่ แต่หากรัฐบาลเสนอราคาขายที่ 6-7 บาท/กิโลกรัม เชื่อว่าผู้ผลิตอาหารสัตว์จำนวนมากสนใจซื้อ” พรศิลป์ ระบุ
ต่างจากท่าทีของ สิริวุทธิ์ เสียมภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตเอทานอล ที่บอกว่า ขณะนี้ภาครัฐยังไม่มีนโยบายสนับสนุนให้นำข้าวเน่ามาผลิตเอทานอล จึงตอบไม่ได้ว่าผู้ผลิตจะสนใจซื้อข้าวเหล่านี้หรือไม่ และแม้ว่าข้าวเน่าจะสามารถนำไปผลิตเอทานอลได้ แต่ต้องมีการเพิ่มเติมขั้นตอน ซึ่งทำให้โรงงานมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากจนไม่คุ้มทุน
“หากนำข้าวมาผลิตเอทานอลจะต้องนำข้าวมาแปลงสภาพเป็นแป้ง และเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลก่อนนำไปผลิตเอทานอล ขณะที่ปัจจุบันโรงงานเอทานอลส่วนใหญ่ใช้กากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบไม่มีกระบวนการนี้รองรับตรงนี้”
สิริวุทธิ์ ตั้งประเด็นว่า หากโรงงานเอทานอลลงทุนเพิ่มกระบวนการผลิตเพื่อนำข้าวเน่า 4 ล้านตัน ไปผลิตเอทานอล แต่หากข้าวเน่าหมดไป เครื่องจักรที่ลงทุนไปแล้วจะทำอย่างไร
ในขณะที่การระบายข้าวเสื่อมสภาพและข้าวเน่า 4 ล้านตัน ออกจากโกดังยังต้องใช้เวลา แต่การดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญากับเจ้าของโกดังข้าวเน่ายังดำเนินต่อไป โดยเฉพาะการเรียกค่าเสียหายจากคู่สัญญาของ อคส.
จินตนา ชัยยวรรณาการ ประธาน อคส. ระบุว่า หากเป็นข้าวสารที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกฤดูกาล 2557/2558 ผู้ที่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายกรณีข้าวเสื่อมสภาพและข้าวหายคือ เจ้าของโกดังกลาง ส่วนข้าวสารที่ได้จากโครงการรับจำนำในช่วงปี 2554/2555 และ 2555/2556 จะมีผู้รับผิดชอบ 2 ส่วน คือ เซอร์เวเยอร์ที่ต้องรับผิดชอบในด้านคุณภาพ และเจ้าของโกดังกลางต้องรับผิดชอบในแง่ปริมาณ จากนั้นจะถูกขึ้นบัญชีดำ หรือแบล็กลิสต์ ไม่ให้เข้าร่วมโครงการกับภาครัฐอีกต่อไป
“กรณีส่งมอบข้าวผิดชนิด เช่น ให้ส่งมอบข้าวหอมมะลิแต่เอาข้าวอื่นมาส่งมอบ ซึ่งมีปริมาณ 6.8 หมื่นตัน คู่สัญญาจะต้องชดเชยค่าเสียหาย 100% ของมูลค่าข้าว ส่วนข้าวเสียหาย 6.5 แสนตัน คู่สัญญาต้องรับผิดชอบ 40% ของมูลค่าข้าว และข้าวเสื่อมสภาพ 3.2 ล้านตัน คู่สัญญาต้องรับผิดชอบ 30-40% ของมูลค่าข้าว
ต้องติดตามว่ามหกรรมล่าเงินโกงข้าวเน่าและขายข้าวเสื่อม ภาครัฐจะได้เงินคืนเท่าใดแน่







