
อนาคตไทยก้าวไกลสู่ AEC
การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) หรือ AEC ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับประเทศและคนไทยทุกคน เพราะนี่คือช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านที่ชาติอาเซียน 10 ประเทศ อันได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า มาเลเซีย สิงค์โปร บรูไน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ต้องก้าวไปสู่วิสัยทัศน์อาเซียนพร้อมกัน ภายใต้คำขวัญที่ว่า One Vision, One Identity, One Community หรือ หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งอัตลักษณ์ หนึ่งประชาคม โดยมีเป้าหมายคือการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ภายใต้การเคลื่อนย้ายสินค้าและปัจจัยการผลิตเสรี เพื่อนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) หรือ AEC ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับประเทศและคนไทยทุกคน เพราะนี่คือช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านที่ชาติอาเซียน 10 ประเทศ อันได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า มาเลเซีย สิงค์โปร บรูไน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ต้องก้าวไปสู่วิสัยทัศน์อาเซียนพร้อมกัน ภายใต้คำขวัญที่ว่า One Vision, One Identity, One Community หรือ หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งอัตลักษณ์ หนึ่งประชาคม โดยมีเป้าหมายคือการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ภายใต้การเคลื่อนย้ายสินค้าและปัจจัยการผลิตเสรี เพื่อนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 21 เมื่อเดือน พ.ย. 2555 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ได้ตกลงกันว่า ประชาคมอาเซียนจะเริ่มต้นในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 คำว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC จึงเป็นพันธสัญญาที่ทุกภาคส่วนต้องตื่นตัว เพราะประโยชน์จากการรวมตัวกันก็เพื่อทำให้ประชาชนของประเทศสมาชิกมีความอยู่ดีกินดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และมีความรู้สึกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ในส่วนของภาครัฐเอง ได้รณรงค์สร้างการรับรู้เรื่องราวของ AEC อย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนนิ่งไป เมื่อประเทศเจอกับวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง จนกระทั่งรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามา บริหารประเทศและได้ประกาศนโยบาย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มาตรการต่างๆ จึงทยอยออกมาเพื่อมุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกัน
มาตรการสำคัญเรื่องหนึ่งของรัฐบาล คสช. คือ การสร้างความเชื่อมโยงและความเข้มแข็งของภูมิภาค โดยการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 พื้นที่ชายแดนไทย ได้แก่ แม่สอด อรัญประเทศ ตราด มุกดาหาร และสะเดา เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยมีการให้สิทธิประโยชน์สำหรับการลงทุนผ่านสถาบันการเงิน ซึ่งในส่วนของธนาคารออมสินเองนั้น มีโครงการส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ด้วยการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ MLR-1 ปีแรก เพื่อดึงดูดให้ผู้สนใจได้เข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 5 พื้นที่นี้ ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการพัฒนา และช่วยยกระดับความพร้อมด้านการค้าและการลงทุนของพื้นที่ได้อีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่ AEC ให้กับเด็กและเยาวชนตั้งแต่ต้นปีในวันเด็กแห่งชาติ โดยมีการจัดงานวันเด็กในชื่อ “ออมสินสร้างเด็กไทย ก้าวไกลสู่อาเซียน” ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นกระปุกออมสิน AEC และมีโครงการส่งเสริมศักยภาพเด็กไทยเพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันสู่ประชาคมระดับภูมิภาค ด้วยโครงการ “ออมสินสุดยอดธุรกิจวิถีไทย” หรือ GSB Social Innovation เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนไทย โดยเน้นการพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของชุมชนระดับฐานราก อันจะช่วยสร้างมาตรฐานที่สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคต่อไป
ขณะเดียวกัน ยังได้เข้าร่วมในโครงการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs และ OTOP ระหว่างปี 2556-2558 ในวงเงินรวม 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs OTOP และวิสาหกิจชุมชน เพื่อเน้นการเชื่อมโยงฐานข้อมูล การเสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเข้าถึงแหล่งทุน สำหรับผู้ประกอบการ SMEs OTOP และวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้สามารถแข่งขันได้ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
มาตรการสำคัญเรื่องหนึ่งของรัฐบาล คสช. คือ การสร้างความเชื่อมโยงและความเข้มแข็งของภูมิภาค โดยการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 พื้นที่ชายแดน







