
'ชาคริต ทีปกรสุขเกษม' ลงทุนสไตล์ที่ควบคุมได้
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ผู้ชายคนนี้ “ชาคริต ทีปกรสุขเกษม” หลายคนอาจคุ้นเคยเขาเป็นอย่างดี เพราะเคยเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี (CCP) และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาก่อน แต่วันนี้ขอที่บ้านออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีแพนเนล ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผนังคอนกรีตสำเร็จรูป
“ชาคริต” เริ่มลงทุนหุ้นครั้งแรกหลังจากเรียนจบปริญญาตรี สาขาการเงินและการธนาคาร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2540 ด้วยเงินหลักแสนบาท เนื่องจากเพื่อนที่เรียนจบมาด้วยกันและมาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดหลายคนก็บอกให้ช่วยกันเปิดพอร์ต แต่ใช้เพียงไม่กี่แห่งเพราะเรากับเขาต้องเรียนรู้สไตล์การลงทุนกัน เขาจะได้ไม่ต้องมาเชียร์ให้ซื้อ/ขายในแบบที่เรา
ไม่ชอบ
ตอนนั้นวิกฤตเศรษฐกิจจึงไม่เน้นหุ้นที่เติบโต บริษัทที่มีหนี้ต่ำ ซึ่งตัวหนึ่งที่ลงทุนและเห็นการเติบโตของบริษัทมาตลอดคือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) เพราะผู้บริหารไม่เคยปล่อยให้ธุรกิจนิ่ง มีแต่ขยายงานไปทั่วโลก ทำให้เชื่อว่าการพิจารณาเรื่องผู้บริหารก็เป็นสิ่งสำคัญ
อีกทั้งช่วงนั้นหุ้นราคาถูก เลือกเก็บหุ้นที่ดี คาดว่าจะมีการจ่ายปันผลในอนาคต เพราะความเชื่อส่วนตัวมั่นใจว่าเมื่อหุ้นตกวันหนึ่งต้องกลับมา และเราเป็นคนถือหุ้นเป็นปีได้ ตอนนั้นลงทุนไป 3 ปี ได้ผลตอบแทนกว่า 100% ทุกตัว ซึ่งจำเป็นต้องขายหุ้นทิ้งไปทั้งหมดเพราะไปเรียนต่อต่างประเทศ
กลับมาถึงก็มาลงทุนหุ้นต่อ พร้อมนำ CCP เข้าตลาดหุ้น และยังเลือกใช้เจ้าหน้าที่การตลาดเหมือนเดิมเพราะไม่มีเวลา จึงให้เขาช่วยดูหน้าจอและกรองหุ้นก่อน และมาพิจารณาถี่ถ้วนเองตามมูลค่าหรือราคาเป้าหมายที่อยู่ในใจ จึงบอกไม่ได้ว่าต้องให้ได้ผลตอบแทนเท่าไรถึงจุดขาย แต่จะมองปัจจัยตอนนั้นพร้อมราคาช่วงนั้นว่าสมเหตุสมผลว่าจะควรขายทำกำไรหรือไม่
“หลักการลงทุน ผมเน้นลักษณะที่ตัวเองต้องสามารถควบคุมได้ ที่ผ่านมาแทบไม่เคยขาดทุนเลย เพราะกว่าจะเลือกแต่ละตัวได้ต้องศึกษา คำนวณราคามาอย่างดีว่าจะเป็นอย่างไร หลักๆ คือ มีปัจจัยพื้นฐานดี เน้นจ่ายปันผล แต่จ่ายปันผลต้องสมเหตุสมผล ถ้าบริษัทไม่เติบโตแต่จ่ายไม่ใช่เรื่องที่ดี ส่วนตัวเคยอยู่ฝั่งที่ต้องทำรายได้มาก่อน จึงเข้าใจว่าบางปีบริษัทไม่ได้เติบโตมาก มีวัฏจักรของมัน แต่สำหรับเรารอในวันที่บริษัทฟื้นได้เพราะสามารถถือหุ้นข้ามปีได้ ถ้าเห็นบริษัทนั้นมีโอกาสเติบโต แม้วันนี้มีอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) สูง แต่อนาคตมีโอกาสเติบโตก็พร้อมลงทุน ถ้าถือหุ้นยาวมากกว่า 1 ปีได้ จะมีกำไร ล่าสุดเข้าไปซื้อกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท (TRUEIF) จ่ายปันผล 8% ต่อปี เชื่อว่าผู้เช่ารายอื่นจะมาเช่าต่อด้วย เพราะที่มีอยู่มันเต็ม”
ดังนั้น ใครจะปิดโอกาสขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นควรศึกษาข้อมูลอย่างดี และควรรู้ว่าจุดยืนของตัวเองคืออะไร ปัจจุบันลงทุนหุ้นเพียง 6-7 ตัวเท่านั้น และเชื่อมั่นในการลงทุนหุ้นเพียงอย่างเดียวโดยไม่ลงทุนในสินทรัพย์อื่น เพราะเขาเชื่อว่าพอร์ตที่ลงทุนเขาควบคุมได้







