
CIMBมองเงินนอกเข้าไทย
บลจ.ซีไอเอ็มบีฯ จับตาเงินทะลักเข้าไทย ดัชนีหุ้นทะลุ 1,700 จุด “ทิสโก้” ปิดความเสี่ยงกอง ตปท. กลัวสงครามค่าเงิน
บลจ.ซีไอเอ็มบีฯ จับตาเงินทะลักเข้าไทย ดัชนีหุ้นทะลุ 1,700 จุด “ทิสโก้” ปิดความเสี่ยงกอง ตปท. กลัวสงครามค่าเงิน
นายเจษฎา สุขทิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล เปิดเผยว่า มาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (คิวอี) ของยุโรปและญี่ปุ่น จะมีสภาพคล่องมากกว่ามาตรการคิวอีของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เนื่องจากไทยยังมีศักยภาพและน่าลงทุน
“เดือน ม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมา หุ้นไทยให้ผลตอบแทนประมาณ 10-15% ส่วนทั้งปีก็คาดว่าจะอยู่ในระดับนี้ โดยดัชนีอยู่ที่ 1,700 จุด บวกลบไม่เกิน 20 จุด” นายเจษฎา กล่าว
สำหรับกลุ่มที่น่าลงทุน ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้างซึ่งจะได้อานิสงส์จากนโยบายภาครัฐในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและลงทุนรถไฟฟ้าสายต่างๆ กลุ่มพลังงานทดแทน กลุ่มที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น การลงทุนเคเบิลใต้น้ำ ระบบอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
นายเจษฎา กล่าวว่า สิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวังคือ ในช่วงกลางปี ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดการเงินและตลาดหุ้นมีความผันผวนได้ นักลงทุนควรปรับพอร์ตการลงทุนให้สมดุลระหว่างการลงทุนในตราสารหนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนในรูปค่าเช่าและตลาดหุ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน
“ตั้งแต่ต้นปี 2558 เงินทุนต่างชาติทยอยไหลกลับเข้ามาในไทย โดยมียอดซื้อสุทธิกว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยเมื่อเทียบเม็ดเงินกับตลาดทุนในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ประเทศไทยยังมีเม็ดเงินไหลเข้าไม่มากนัก ดังนั้นหากต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย หุ้นไทยก็ยังเป็นที่น่าจับตามองของต่างชาติ” นายเจษฎา กล่าว
นายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุนต่างประเทศ บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า ในปัจจุบันกองทุนต่างประเทศของ บลจ.ทิสโก้ มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 90% ของสินทรัพย์ที่ลงทุนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในเงินสกุลใดก็ตาม เนื่องจากประเมินว่าค่าเงินจะมีความผันผวนสูง
“เราเริ่มใช้นโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนแบบเต็มมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เนื่องจากประเมินว่า นับจากนี้ไปจะเกิดสงครามค่าเงินอย่างชัดเจนมากขึ้น และในภาวะที่อัตราแลกเปลี่ยนมีความไม่แน่นอนสูง และทุกประเทศพร้อมที่จะทำสงครามค่าเงิน บลจ.ทิสโก้ จึงเลือกที่จะป้องกันความเสี่ยงค่าเงินไว้ โดยไม่หวังกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน” นายสุพงศ์วร กล่าว
นายสุพงศ์วร กล่าวอีกว่า แม้ว่าตลาดจะประเมินว่าค่าเงินยูโรและค่าเงินเยนมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลง และเชื่อกันว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะเป็นสกุลเงินเดียวที่แข็งค่าขึ้น แต่ไม่สามารถประเมินได้ว่าสหรัฐจะดำเนินการอย่างไร นอกจากนี้ เมื่อเทียบเงินเหรียญสหรัฐกับเงินบาทแล้ว ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
“ปีนี้สินทรัพย์ทุกประเภทมีความผันผวนได้ตลอด อย่างที่เห็นกันแล้ว คือ สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น ตราสารหนี้ ซึ่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอด เราจึงไม่ต้องการให้ลูกค้าเปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไว้อีก และเชื่อว่าผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในหุ้นจะดีอยู่แล้ว จึงไม่ต้องการให้ค่าเงินมากระทบกับกำไรลูกค้า” นายสุพงศ์วร กล่าว







