
ขายหุ้นสหรัฐ เพิ่มเอเชียเหนือ-ยุโรป
เราปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐเป็น Underweight เนื่องจากมองการเติบโตของกำไรจะเป็นไปได้อย่างจำกัด เนื่องจาก 1) การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐในช่วงครึ่งหลังของปีเมื่อ Fed ขึ้นดอกเบี้ย 2) ผลประกอบการของกลุ่ม Oil&Gas ที่หดตัวลงตามราคาน้ำมันดิบ และ 3) อัตรากำไร (Operating Margins) ที่มีแนวโน้มลดลงจากค่าแรงและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
เราปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐเป็น Underweight เนื่องจากมองการเติบโตของกำไรจะเป็นไปได้อย่างจำกัด เนื่องจาก 1) การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐในช่วงครึ่งหลังของปีเมื่อ Fed ขึ้นดอกเบี้ย 2) ผลประกอบการของกลุ่ม Oil&Gas ที่หดตัวลงตามราคาน้ำมันดิบ และ 3) อัตรากำไร (Operating Margins) ที่มีแนวโน้มลดลงจากค่าแรงและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา โดย Dollar Index (ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13% ในปี 2014 และอีก 5% ในเดือน ม.ค. ซึ่งกดดันผลประกอบการของบริษัทข้ามชาติที่สร้างผลกำไรส่วนใหญ่จากภายนอกประเทศ โดยยอดขายจากต่างประเทศนับเป็น 1 ใน 3 ของยอดขายรวมของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P500
และจากการประเมินของนักวิเคราะห์ การแข็งค่าขึ้น 10% ของ Dollar Index จะส่งผลลบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนใน S&P500 ราว 2.5%
บริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม Oil&Gas นับเป็นสัดส่วนใหญ่ถึง 8% ของมูลค่าตลาดรวมในดัชนี S&P500 ดังนั้นการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จึงเป็นแรงกดดันที่สำคัญต่อผลกำไรของตลาดหุ้นสหรัฐ
ทั้งนี้ การหดตัวของกำไรในกลุ่ม Oil&Gas อาจถูกชดเชยได้บ้างจากการขยายตัวของการบริโภคในประเทศ แต่ผลกระทบโดยรวมต่อกำไรยังคงเป็นลบหากราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน โดยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในอุตสาหกรรม Oil&Gas ล่าสุดได้ประกาศออกมาแล้วจำนวน 23 บริษัท จากทั้งหมด 41 บริษัท ผลกำไรรวมหดตัวลงราว 18.5% เมื่อเทียบกับเทียบกับไตรมาส 4 ของปี 2013
อัตราผลกำไร (Operating Margins) ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐปัจจุบันอยู่ที่ 14% ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากการลดลงของต้นทุนการเงิน และการปรับลดค่าใช้จ่ายต่างๆ หลังการเกิดวิกฤตในปี 2008
แต่นับจากนี้เราเชื่อว่าอัตราผลกำไรของบริษัทในสหรัฐมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง เนื่องจาก
1) ค่าแรงที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากอัตราการว่างงานของสหรัฐที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องและเข้าใกล้เคียงระดับการจ้างงานเต็มที่ (Full Employment) ซึ่งจะส่งผลให้ค่าจ้างปรับตัวขึ้นในอนาคต และ
2) การฟื้นตัวของการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตในสหรัฐ ซึ่งจะเพิ่มค่าเสื่อมราคา และลดประสิทธิภาพในการผลิตลงในช่วงแรกของการลงทุน แต่ในระยะยาว การลงทุนที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง
สำหรับภาพการลงทุนในปีนี้เรายังเชื่อว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเอเชียเหนือจะให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในปีนี้ เนื่องจากการเติบโตของกำไรที่สูง และ Valuation ที่น่าสนใจกว่า นอกจากนั้นเราได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปเนื่องจากสัญญาณการปล่อยสินเชื่อที่ฟื้นตัวขึ้น จากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของ ECB







