posttoday
ยักษ์ไอทีลุยตลาดแอพ

ยักษ์ไอทีลุยตลาดแอพ

18 กุมภาพันธ์ 2558

หลังการควบรวมกันของยักษ์ใหญ่ไอที 2 ราย อย่าง ไมโครซอฟท์ และโนเกีย ทำให้เกิดแบรนด์ใหม่ในชื่อ ไมโครซอฟท์ ดีไวซ์ นอกจากเพื่อการเข้าไปแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนร่วมกันแล้ว ยังไปช่วยในส่วนของการพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ในกลุ่มวินโดวส์สโตร์ เพื่อรุกตลาดด้านนี้อย่างเต็มที่

หลังการควบรวมกันของยักษ์ใหญ่ไอที 2 ราย อย่าง ไมโครซอฟท์ และโนเกีย ทำให้เกิดแบรนด์ใหม่ในชื่อ ไมโครซอฟท์ ดีไวซ์ นอกจากเพื่อการเข้าไปแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนร่วมกันแล้ว ยังไปช่วยในส่วนของการพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ในกลุ่มวินโดวส์สโตร์ เพื่อรุกตลาดด้านนี้อย่างเต็มที่

จิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนนักพัฒนา ไมโครซอฟท์ ดีไวซ์ ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมของแอพพลิเคชั่นที่มีมากกว่าล้านแอพใน 3 ระบบปฏิบัติการ แบ่งเป็นของวินโดวส์ สโตร์ เกือบ 6 แสนแอพ และยังคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นแสดงว่าตลาดเทคโนโลยีด้านนี้กำลังมาแรง

“การที่ทีมโนเกียเดิมเข้ามารวมกับไมโครซอฟท์ จะเป็นการต่อยอดธุรกิจด้านแอพพลิเคชั่นแบบเฟสที่ 2 ซึ่งเดิมในเฟสแรกเราจะเป็นเพียงตลาดที่นักพัฒนาเข้ามาทดลองนำเสนอแอพ แต่ไม่ได้มีแผนธุรกิจร่วมกันอย่างชัดเจน”

สำหรับครั้งนี้จะเป็นการเข้ามาสนับสนุนการทำงานร่วมกันอย่างเต็มรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาด้านข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า เงินสนับสนุนและแผนการตลาด กลายเป็นการเพิ่มโอกาสของคนที่ต้องการทำธุรกิจด้านนี้อย่างจริงจัง

ปัจจุบันนักพัฒนาที่มีความสามารถในไทยมีจำนวนมาก แต่ในภาพรวมกลับมีเพียงไม่กี่รายที่ประสบความสำเร็จอย่างจริงจังเหมือนในต่างประเทศ เพราะนักพัฒนาจะมีหลายรูปแบบ คือ ทั้งสตาร์ทอัพที่ต้องการทำธุรกิจด้านนี้อย่างจริงจัง กลุ่มที่ทำเพื่อฝึกฝีมือ หรือแม้กระทั่งทำออกมาเพื่อขายต่อเพียงอย่างเดียว

“ถึงรูปแบบของนักพัฒนาจะมีหลากหลาย แต่เราเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มเข้ามาเป็นนักพัฒนาและเปิดกว้างด้านความคิด แต่จะมีขั้นตอนของการคัดกรองว่า แอพนั้นต้องไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่เป็นมัลแวร์ ไม่เข้าไปกินแรมตัวเครื่อง และไม่ขโมยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า” จิรพัฒน์ กล่าว

ขณะที่ลูกค้าที่ใช้งานวินโดวส์ต่างคาดหวังถึงความสามารถของวินโดวส์ 10 ที่จะมาในช่วงปลายปีนี้ ในมุมของนักพัฒนาก็ไม่ต่างกัน โดยคาดหวังว่าระบบการทำงานหลังบ้านทั้งโค้ดดิ้งและอินเตอร์เฟซใหม่ๆ จะรองรับการออกแบบได้หลากหลายมากขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแอพที่ใช้งานได้ในสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแท็บเล็ตด้วย ยิ่งเป็นการขยายโอกาสของนักพัฒนาให้มากขึ้น

ปัญหาใหญ่ของนักพัฒนาคือ ไม่มี Stickyness หรือไม่ดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาใช้งานซ้ำ ดังนั้นการพัฒนาแอพของรายใหม่นอกจากดึงเทรนด์
โซเชียลมีเดียมาใช้แล้ว ก็ควรมีบริการพิเศษหรือโปรโมชั่นดึงดูดให้ลูกค้ากลับเข้ามาใช้งานซ้ำด้วย

ดังนั้น การสร้างสรรค์แอพพลิเคชั่นใหม่จะไม่ได้จำกัดรูปแบบการใช้แค่ในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตราคาแพงแล้ว ไม่ว่าลูกค้าจะใช้เครื่องราคาเท่าไหร่ ก็เป็นโอกาสของนักพัฒนาทั้งสิ้น การทำแอพดาวน์โหลดฟรี
และคิดค่าบริการในรูปแบบ In App Purchase ถือเป็นอีกช่องทางที่จะช่วยสร้างรายได้ ซึ่งนักพัฒนารุ่นใหม่ควรอ่านตลาดให้ออก และมองภาพรวมธุรกิจให้ชัดเจน เพื่อต่อยอดธุรกิจให้เติบโตต่อไป

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี