posttoday
เรื่องที่ไม่ควรลืมเมื่อยื่นภาษี สำหรับเงินได้ที่มีการ‘หักภาษี ณ ที่จ่าย’

เรื่องที่ไม่ควรลืมเมื่อยื่นภาษี สำหรับเงินได้ที่มีการ‘หักภาษี ณ ที่จ่าย’

11 กุมภาพันธ์ 2558

โดย...ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์

โดย...ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์

ช่วงต้นเดือน ก.พ.น่าจะเป็นเวลาที่หลายท่านกำลังรวบรวมเอกสารต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยปัญหาที่ K-Expert พบบ่อยคือผู้เสียภาษีมีเงินได้อื่นนอกจากเงินเดือน แต่ไม่ได้ยื่นแสดงรายได้ดังกล่าวด้วยสาเหตุบางประการ เช่น ไม่รู้ว่าต้องนำมารวมในแบบประเมิน หรือคิดว่าหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วแปลว่าเราหมดภาระภาษีแล้ว หรือจงใจเลี่ยงไม่แสดงเงินได้ด้วยคิดว่าทางการไม่น่าจะตรวจเจอ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ไม่ช้าก็เร็วจะทำให้เกิดการลงโทษคือเบี้ยปรับภาษีตามมา

ในทางกฎหมายแล้ว “ไม่รู้ไม่ได้แปลว่าไม่ผิด” เพราะการจะแยกระหว่างคนกลุ่มหนึ่งคือไม่รู้แล้วจึงไม่ได้ยื่น ออกจากคนอีกกลุ่มคือรู้แต่จงใจไม่ยื่นภาษีนั้นทำได้ค่อนข้างยากในทางปฏิบัติ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ยื่นแบบประเมินที่จะต้องทำความเข้าใจเงินที่ตนเองได้มาเพื่อการยื่นภาษีอย่างถูกต้องและครบถ้วน

เงินได้ประเภทแรกที่อยากกล่าวถึงคือรายได้พิเศษต่างๆ หลายท่านหารายได้เสริมด้วยการเป็นวิทยากรในงานสัมมนาเป็นอาจารย์รับเชิญสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิช่วยออกข้อสอบเป็นต้น เงินที่ได้มาจากงานเหล่านี้ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(2) คือมาจากการรับจ้างที่จะได้เงินเมื่อทำงานเสร็จสิ้น เวลาจะได้เงินมานั้นผู้ว่าจ้างจะทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากรในอัตราร้อยละ 3 ของเงินได้ หรือบางท่านอาจรับงานในลักษณะที่เข้าข่ายนักแสดงสาธารณะ เช่น ถ่ายโฆษณา เล่นละคร แสดงตลก ซึ่งถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ทำให้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ของเงินได้

จุดที่พลาดคือผู้มีเงินได้มักคิดไปเองว่าผู้ว่าจ้างได้ “จ่ายภาษีแทน” ให้เรียบร้อยแล้ว แต่ทว่าการหักภาษี ณ ที่จ่ายเหล่านี้เป็นเพียงการนำส่งภาษีบางส่วนเท่านั้น หมายความว่าผู้มีเงินได้ยังคงต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้ประเภทอื่นๆ ของตน เพื่อยื่นภาษีอีกครั้ง

หลายท่านก็มักถามว่าแล้วกรมสรรพากรจะรู้ได้อย่างไร รับเงินแล้วทำเงียบๆ ไปเลยดีไหม ตอบเลยครับว่ารู้แน่ เพราะตอนผู้ว่าจ้างทำการหักภาษีนั้นต้องมีการระบุว่ารายได้นี้จ่ายให้ใคร โดยบันทึกข้อมูลเลขที่บัตรประชาชนของผู้รับเงินไว้ด้วย แปลว่าข้อมูลนี้อยู่ในระบบแล้วอย่างแน่นอน เพียงแต่อาจจะรอวันให้เจ้าหน้าที่รื้อข้อมูลขึ้นมาดูเท่านั้น ใครที่คิดว่าตัวเองพลาดไปก็ขอให้ไปแจ้งสำนักงานสรรพากรพื้นที่ เพื่อทำการคำนวณภาษีใหม่จะดีกว่า

ผู้ที่ได้รับเงินปันผลจากกองทุนรวมก็มีเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจเช่นกัน เรื่องมีอยู่ว่าเวลาที่เราไปเปิดบัญชีกองทุนรวมนั้นจะมีช่องให้เลือกว่าจะยินยอมให้บริษัทจัดการลงทุนหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 10 หรือไม่ แหม...ก็ในเมื่อถามว่าได้เงินแล้วจะให้หักภาษีเลยไหมคนเราก็มักเลือกที่จะไม่จ่ายดีกว่า แต่การทำเช่นนี้จะทำให้เกิดภาระความรับผิดชอบตามมา โดยผู้มีเงินได้ต้องเงินปันผลกองทุนรวมมาเป็นเงินได้ เพื่อคำนวณภาษีด้วย และที่สำคัญกว่านั้นผู้ที่เลือกยินยอมบ้างไม่ยินยอมบ้างคือ ต้องยื่นแสดงเงินปันผลของกองทุนรวมอื่นๆ “ทุกรายการ”  แม้ว่าบางกองทุนจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้วก็ตาม

สำหรับท่านที่คาดว่าจะมีรายได้ในอัตราภาษีร้อยละ 15 ขึ้นไปนั้น เราแนะนำว่าให้เลือกยินยอมหักภาษี ณ ในจ่ายร้อยละ 10 (และต้องหักสำหรับทุกกองทุนรวมด้วย) เพราะการหักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีของเงินปันผลกองทุนรวมนั้นถือเป็นภาษีสุดท้าย คือ “จ่ายแล้วจบ” เราไม่ต้องนำเงินปันผลมารวมคำนวณในฐานภาษีของเรา ทำให้เกิดประโยชน์ในเชิงการบริหารเงินส่วนบุคคล

การลืมแสดงรายการเงินได้สองประเภทที่ได้กล่าวข้างต้นนั้นจะส่งผลให้เกิดการตีความว่ามีเจตนาที่จะหลบเลี่ยงภาษี และทำให้เกิดเบี้ยปรับตามมา อย่างไรก็ดี มีเงินได้อีกประเภทหนึ่งที่เรามักลืมที่จะนำมาแสดงแล้วเป็นผลให้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่คุ้ม เงินได้นั้นคือ “เงินปันผลหุ้นสามัญ” นั่นเอง

เงินปันผลที่เราได้รับจากหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้นมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 10 และถือเป็นภาษีสุดท้ายเช่นกัน ดูเผินๆ แล้วคล้ายกับกรณีเงินปันผลกองทุนรวม แต่การละเลยไม่นำเงินปันผลจากหุ้นมารวมคำนวณนี้อาจทำให้พลาดโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จาก “เครดิตภาษีเงินปันผล” ซึ่งเป็นกลยุทธ์วางแผนภาษีที่สำคัญเลยทีเดียว

ที่เป็นเช่นนี้เพราะเงินปันผลที่เราได้รับมานั้นเป็นกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่หักภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว หากนำเงินก้อนเงินเดียวกันที่ “เคย” ถูกหักภาษีไปแล้วมารวมคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อเสียภาษีบุคคลธรรมดาอีกจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าความซ้ำซ้อนในการเสียภาษี กรมสรรพากรจึงกำหนดเรื่องเครดิตภาษีเงินปันผล เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนนี้

การจะนำเงินปันผลมารวมนั้นจะไล่ย้อนกลับไปถึงยอดเงินก่อนที่จะมีการหักภาษีเงินได้นิติบุคคล สมมติเราในฐานะบุคคลธรรมดาได้เงินปันผลจากหุ้นที่ 80,000 บาท หากบริษัทมหาชนนี้ได้จ่ายภาษีนิติบุคคลในอัตราร้อยละ 20% แปลว่าจริงๆ แล้วมีกำไรสุทธิก่อนหักภาษีจำนวน 100,000 บาท ก็ให้เอาเงินก้อนนี้ถือบวกเข้าไป

สมมติว่าคนที่ไม่ได้ใช้เครดิตภาษีเงินปันผลมีเงินเดือนและโบนัสทั้งปี 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่ายของเงินได้ประเภทเงินเดือนและค่าลดหย่อนส่วนตัวแล้วเหลือเป็นเงินได้พึงประเมินสุทธิจำนวน 910,000 บาท คิดเป็นภาษีที่ต้องจ่ายทั้งปีอยู่ที่ 117,000 บาท (คำนวณโดยใช้ฐานภาษีเดิม)

หากจะขอเครดิตภาษีเงินปันผลก็ต้องนำรายได้อีก 100,000 บาท ข้างต้นเข้าไปรวม ทำให้มีเงินได้ทั้งหมด 1,100,000 บาท คิดเป็นภาษีที่ต้องจ่าย 137,000 บาท ซึ่งฟังดูเหมือนว่าต้องเสียภาษีเยอะกว่า “แต่” เงินปันผลก้อนนี้ได้ถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว 20,000 บาท (ร้อยละ 20 จากเงิน 100,000 บาท) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 8,000 บาท (ร้อยละ 10 จากเงินที่เหลือคือ 80,000 บาท) ดังนั้นเราสามารถขอคืนส่วนที่จ่ายไปแล้วคือ 28,000 บาท เพื่อมาคำนวณใหม่เบ็ดเสร็จ ทำให้เหลือภาษีที่ต้องเสียจำนวน 137,000-28,000 เท่ากับ 109,000 บาท ซึ่งต่ำกว่ากรณีแรกที่ต้องเสียภาษีกรณีที่ไม่ได้ขอเครดิตภาษีเงินปันผลเสียอีก

เห็นไหมครับว่าการภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีความสำคัญต่อการวางแผนภาษีไม่น้อย สุดท้ายที่ก็ขอฝากว่าอย่าลืมยื่นภาษีให้ถูกต้องครบถ้วนครับ หากมีข้อสงสัยก็สามารถอีเมล์มาหาเราได้ที่ [email protected] หรือเข้าไปอ่านบทความด้านการบริหารเงินส่วนบุคคลได้ที่เว็บไซต์ www.askkbank.com/k-expert

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน