
เชียร์กองทุนทองคำ-น้ำมันมาแรง
บล.ฟิลลิป เชียร์ “KGOLD” และ “K-OIL” กองทุนทองคำและกองทุนน้ำมัน บลจ.กสิกรไทย ชี้ผลงานยอดเยี่ยมที่สุด
บล.ฟิลลิป เชียร์ “KGOLD” และ “K-OIL” กองทุนทองคำและกองทุนน้ำมัน บลจ.กสิกรไทย ชี้ผลงานยอดเยี่ยมที่สุด
นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า กองทุนเปิดเค โกลด์ (K-GOLD) และ กองทุนเปิดเค ออยล์ (K-OIL) ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย ถือเป็นกองทุนที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในกลุ่มกองทุนที่ลงทุนในทองคำ และ ลงทุนน้ำมัน ซึ่ง บลจ. ทุกแห่งลงทุนในกองทุนหลักในต่างประเทศกองทุนเดียวกัน คือ กองทุน SPDR Gold Trust และ กองทุน PowerShares DB Oil Fund
“ความแตกต่างที่สำคัญของกองทุนทองคำ คือ การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพราะราคาทองคำไม่ค่อยปรับเปลี่ยนมากนัก ดังนั้นการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจึงสำคัญ เพราะเวลาที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ อ่อนค่าลงกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงกับไม่ป้องกันจะมีผลตอบแทนที่ต่างกันมาก นอกจากนี้ ทิศทางค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ จากนี้ไปน่าจะอยู่ในทิศทางอ่อนค่า ทำให้การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจะสามารถรักษาการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้”
ทั้งนี้ กองทุนทองคำที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน คือ กองทุน KGOLD และ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสโกลด์ (ASP-GOLD) บลจ.แอสเซท พลัส ขณะที่ กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล โกลด์ ฟันด์ (I-GOLD) ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ในช่วงนี้มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า 90%
นอกจากนี้ นายสานุพงศ์ ยังกล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้กองทุน KGOLD ได้เปรียบกว่ากองทุนอื่น คือ ค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด
เช่นเดียวกับกองทุนทองคำ กองทุนน้ำมัน ของ บลจ.กสิกรไทย มีค่าธรรมเนียมต่ำที่สุดในกลุ่มกองทุนน้ำมัน และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน นอกจากนี้ วิธีการคำนวณมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (เอ็นเอวี) ทำให้กองทุนไม่รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยในกรณีที่ราคาน้ำมันผันผวนอย่างรุนแรง
“ถ้าจะลงทุนกองทุนน้ำมันระยะกลาง-ยาว ควรลงทุนในกองทุน K-OIL แต่ถ้าต้องการเก็งกำไรระยะสั้นควรลงทุนในกองทุน I-OIL (กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล ออยล์ ฟันด์) ของ บลจ.เอ็มเอฟซี แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงในช่วงที่ราคาผันผวนได้ด้วย” นายสานุพงศ์ กล่าว







