posttoday
‘ปิดทองหลังพระ’ ผุดโมเดล ‘ธนาคารเมล็ดพันธุ์’

‘ปิดทองหลังพระ’ ผุดโมเดล ‘ธนาคารเมล็ดพันธุ์’

30 มกราคม 2558

การแก้ปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกรเป็นนโยบายที่ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญ แต่ปรากฏว่ามาตรการต่างๆ ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา กลับไม่สามารถทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

การแก้ปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกรเป็นนโยบายที่ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญ แต่ปรากฏว่ามาตรการต่างๆ ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา กลับไม่สามารถทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริเป็นหนึ่งในองค์กรเอกชนที่นำ “ศาสตร์พระราชา” หรือองค์ความรู้จากโครงการพระราชดำริที่ได้รับในแต่ละพื้นที่ไปขยายผลและต่อยอดในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเน้นหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ บอกว่า ขณะนี้มูลนิธิอยู่ระหว่างดำเนินโครงการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรใน จ.น่าน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจหลังฤดูทำนา ซึ่งเริ่มจากการให้เกษตรกรในพื้นที่ร่วมกันปรับปรุงระบบน้ำในพื้นที่ให้ดีขึ้น ควบคู่กับการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชและส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการจัดการ ซึ่งมูลนิธิได้ขอความร่วมมือจากภาคเอกชนที่ทำธุรกิจการเกษตรและเกษตรแปรรูปใน จ.น่าน ลงขันกันจัดตั้งกองทุนมูลค่า 60 ล้านบาท

“เราจะขอให้เอกชนที่ทำธุรกิจค้าขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด หรือกิจการรับซื้อข้าวโพด มาร่วมลงเงินจัดตั้งกองทุน โดยให้ลงเงินตามสัดส่วนการทำธุรกิจใน จ.น่าน โดยกองทุนแห่งนี้จะเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรในด้านการจัดหาเมล็ดพันธุ์พืช ให้ความรู้ในเรื่องการเพาะปลูกและความต้องการของตลาด ตลอดจนดึงเอกชน โดยเฉพาะหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด เข้ามาจัดหาตลาดให้เกษตรกร” ม.ร.ว.ดิศนัดดา ระบุ

ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวว่า การส่งเสริมให้มีการปลูกพืชหลังทำนาอย่างถูกต้องนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน เช่น กรณีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นาหลังจากการปลูกข้าวจะสร้างรายได้ให้เกษตรกร 5,000 บาท/ไร่ หากเกษตรกรมีการปลูกในพื้นที่ทำกินรวม 1 แสนไร่ ก็จะเป็นรายได้ทั้งหมด 500 ล้านบาท อีกทั้งหลังการปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวโพด ซึ่งใช้เวลา 4 เดือนแล้ว เกษตรกรสามารถปลูกพืชอื่นๆเพิ่มเติมได้อีก เช่น มะเขือเทศราชินี ซึ่งมีผู้รับซื้อเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปัจจุบันสามารถผลิตได้เพียง 500 ตัน แต่โรงงานสามารถรองรับได้ถึง 2,000 ตัน

“การดำเนินการได้ตามแนวทางนี้จะทำให้ จ.น่าน เป็นจังหวัดที่เป็นโมเดลในการพัฒนาเกษตรกรให้พึ่งพาตนเองได้ ซึ่งดีกว่าโครงการรับจำนำและรับประกันสินค้าเกษตร ในอนาคตจะขยายพื้นที่ต้นแบบจาก 3 อำเภอ ก่อนขยายผลไปทั้งจังหวัด และทำให้น่านจะกลายเป็นจังหวัดต้นแบบในการลดพื้นที่เพาะปลูกพืช และลดการบุกรุกป่าเพื่อนำไปทำไร่ข้าวโพด แต่เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นจากการปลูกพืชหลังการทำนา” ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะทำให้การปลูกพืชหลังการทำนาประสบความสำเร็จคือ การปรับปรุงระบบน้ำให้ดีขึ้น ซึ่งมูลนิธิจะใช้โมเดลการพัฒนาแหล่งน้ำเช่นเดียวกับที่ได้ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 3 อำเภอ ที่ จ.น่าน คือ อ.ท่าวังผา สองแคว และเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 เช่น การทำฝายกั้นน้ำ 182 ตัว ฝายอนุรักษ์น้ำ 5,363 ตัว บ่อพวงสันเขา 205 บ่อ ระบบท่อส่งน้ำ 99,971 เมตร และพื้นที่รับน้ำ 6,682 ไร่ ส่งผลให้มีพื้นที่สำหรับเพาะปลูกพืชหลังทำนาได้กว่า 4.17 หมื่นไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 2.5 แสนไร่ 

นอกจากนี้ มูลนิธิจะร่วมมือกับเกษตรกรในชุมชนต่างๆ ปรับปรุงระบบน้ำเพิ่มเติม โดยเฉพาะการซ่อมแซมฝายและอ่างเก็บน้ำ 420 โครงการ ซึ่งจะให้แล้วเสร็จภายในเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ และจะทำให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการส่งเสริมการปลูกพืชหลังทำนาเป็น 1 แสนไร่ และทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2558 และหากสามารถขยายผลได้ทั้งจังหวัดคาดว่าเกษตรกรใน จ.น่าน จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านบาท/ปีในปีต่อๆ ไป

นี่คือตัวอย่างความร่วมมือของ 3 ฝ่าย เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในระยะยาว โดยลดการพึ่งพางบและการช่วยเหลือจากรัฐบาลเหมือนเช่นที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่