
‘เย็บ ซิน หรู’ เน้นออม&ลงทุนทันที 50% ของรายได้
“เย็บ ซิน หรู” คือลูกสาวคนโตของ “เย็บ ซู ชวน” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์รายใหญ่ของประเทศ ปัจจุบันเธอเข้ามาช่วยงานคุณพ่อหลายส่วนงานเป็นเวลา 10 ปีแล้ว
“เย็บ ซิน หรู” คือลูกสาวคนโตของ “เย็บ ซู ชวน” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์รายใหญ่ของประเทศ ปัจจุบันเธอเข้ามาช่วยงานคุณพ่อหลายส่วนงานเป็นเวลา 10 ปีแล้ว
ขณะที่อีกบทบาทหนึ่งต้องถือว่าเธอเป็นนักลงทุนที่มีวินัยทางการเงินไม่น้อย ทั้งหมดนี้เธอยกความดีในการเลี้ยงดูและปลูกฝังเรื่องการใช้เงิน เก็บออม และการบริหารเงินจากคุณพ่อคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก โดยบอกว่าถ้ามีเงิน 10 บาท ควรใช้เพียงแค่ 5 บาท อีก 5 บาท หรืออีก 50% ที่เหลือควรเก็บไว้ โตหน่อยก็ฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์
“ตั้งแต่เด็กๆ จะจำได้กับสิ่งที่คุณพ่อและแม่สอนเสมอว่ามีต้องเก็บ โดยเฉพาะเวลาได้เงินอั่งเปามาจากผู้ใหญ่ก็มักจะนำเงินทั้งหมดไปฝากไว้กับแบงก์เลยเพื่อรับดอกเบี้ย อย่ามัวหวังกับมรดกที่พ่อกับแม่จะให้ในอนาคต เพราะไม่เช่นนั้นหากเกิดอะไรขึ้นมากับชีวิตจะลำบาก เพราะหาเลี้ยงชีพไม่เป็น หรือหาเลี้ยงเป็นก็จะไม่รู้จักเก็บ”
พอโตมาหน่อยก็เข้าใจและมองว่าต้องมีการลงทุนด้วยการปล่อยให้เงินทำงานมากขึ้น ทั้งจากทฤษฎีที่ได้เรียนคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ภาคภาษาอังกฤษ) และรู้สึกว่าควรปล่อยให้เงินได้ทำงานและเติบโตจากเงินออมที่เป็นเงินเย็นของเรา แรกๆ จะลงทุนตราสารการเงินที่มีการกำหนดให้ผลตอบแทนที่แน่นอน ในระยะ 2-3 เดือน อย่างน้อยควรให้อัตราผลตอบแทน 2% ต่อปี
เมื่อก่อนลงทุนในหุ้นบ้าง แต่พอทำงานคุณพ่อคุณแม่ก็จะบอกว่า ต้องให้ความสำคัญกับการทำงานก่อนเป็นลำดับแรก เพราะหากมานั่งดูหุ้น แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับเพื่อน คงไม่มีสมาธิจดจ่อกับการทำงานหลักที่เรามีฐานะเป็นผู้บริหาร ควรตั้งใจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ดีที่สุด ดังนั้นจึงมักไปลงทุนเพื่อให้เงินได้ทำงานต่อในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งในตลาดทุนและตลาดเงิน
ทั้งนี้ ปกติทุกเดือนรายรับที่เข้ามา 100% เธอแบ่งเป็นไว้สำหรับใช้จ่ายเพียง 50% และอีก50% ที่เหลือเก็บไว้เพื่อไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ต่างๆ จนปัจจุบันพอร์ตการลงทุนส่วนตัวมีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท
เธอแบ่งการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เป็นสัดส่วนดังนี้ คือ พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ 50% โดยมีกลยุทธ์เลือกลงทุนหุ้นกู้ของบริษัทที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ BB+ ขึ้นไป ซึ่งปกติจะให้ผลตอบแทนมากกว่า 4%
นอกจากนี้ เป็นกองทุนรวม 30% โดยปกติจะได้อัตราผลตอบแทนมากกว่า 15% ต่อปี ส่วนใหญ่จะเลือกลงทุนในกองทุนรวมเปิดที่มีการชำระราคาซื้อและได้เงินภายใน 1 วัน (T+1) และที่เหลืออีก 20% เป็นการลงทุนในหุ้นกับลงทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยคาดหวังและพยายามรักษาอัตราผลตอบแทนให้ได้มากกว่า 20% ต่อปี โดยหุ้นส่วนใหญ่จะเลือกหุ้นที่ี่มีปัจจัยพื้้นฐานที่ดีและระหว่างทางมีจ่ายเงิน ปันผล ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่ี่เลือกเป็นการซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อนำไปปล่อยให้เช่าต่อ







