
ผลกระทยผู้ซื้อห้องชุด จากการค้างค่าส่วนกลางคอนโด
....นคร มุธุศรี
นอกเหนือจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับในการอยู่อาศัยร่วมกันของคอนโดมิเนียมแล้ว เจ้าของบ้านลอยฟ้าและผู้ใช้สิทธิประโยชน์แทน ยังต้องมีภาระหน้าที่ชำระค่าส่วนกลางให้กับนิติบุคคลอาคารชุดทุกเดือน
ค่าใช้จ่ายดังกล่าวประกอบด้วย 4
–5 รายการสำคัญ อาทิ ค่าสาธารณูปโภคส่วนรวม ค่าจ้างเหมาดูแลรักษาความปลอดภัยและความสะอาด เงินเดือนพนักงาน ค่าพัฒนาซ่อมแซม และค่าบริการจัดการ ฯลฯโดยปกติทั่วๆ ไป นิติบุคคลคอนโดจะส่งบิลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนนี้กับเจ้าของห้องชุดทุกเดือน ซึ่งทันทีที่ใบแจ้งหนี้ถึงมือ ผู้พักอาศัยส่วนใหญ่จะควักกระเป๋าชำระช้าบ้างเร็วบ้างขึ้นอยู่กับลักษณะอุปนิสัยของแต่ละคน
และแน่นอนจะมีเจ้าของร่วมบางยูนิตติดค้างชำระค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากเหตุผลและคาแรกเตอร์ส่วนตัวของแต่ละราย อย่างเช่น มีหนี้มีสินอีรุงตุงนังหลายด้านต้องเลือกชำระเฉพาะรายการที่อยู่ในขั้นคอขาดบาดตาย รายรับและรายจ่ายไม่สมดุลต้องชะลอการควักกระเป๋าในส่วนนิติบุคคลอาคารชุดเอาไว้ก่อน หรือขาดส่งแบงก์หลายงวดกำลังถูกฟ้องบังคับขายทอดตลาดขืนจ่ายเงินให้คอนโดก็ไลฟ์บอย
และเหตุผลที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวแทบทุกคน คือ
“เหนียวหนี้”อุปนิสัยข้อท้าย แม้จะมีเงินมีทองเหลือเฟือ แต่ทวงกี่ครั้งกี่ทีก็ยังเฉย เถอะ...ไม่ว่าจะค้างหนี้ส่วนกลางคอนโดสูงเสียดฟ้าด้วยปัญหาและลักษณะอุปนิสัยแบบไหน เจ้าของห้องชุดก็จะได้รับผลกระทบ 3
–4 ประการทุกคราวไปอย่างแรก
“ถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม” ในอัตราไม่เกินร้อยละสิบสอง และหรือยี่สิบบาทต่อปีแล้วแต่กรณี กฎกติกาดังกล่าว บัญญัติอยู่ในกฎหมายอาคารชุด พ.ศ. 2551 ความว่า“
กรณีที่เจ้าของร่วมไม่ชำระเงินค่าส่วนกลางภายในเวลาที่กำหนดต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละสิบสองและเจ้าของร่วมที่ค้างชำระตั้งแต่หกเดือนขึ้นไปต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละยี่สิบต่อปี”แปลไทยเป็นไทยหรือเรียกตามประสาชาวบ้านก็คือ เจ้าของห้องชุดรายใดติดค้างค่าส่วนกลางก็ถูกระวางโทษปรับนั่นเอง
ผลกระทบที่สอง
“ถูกระงับใช้บริการส่วนรวม” และ “ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน” ตอนประชุมใหญ่วิสามัญและสามัญประจำปีความข้อนี้กำหนดไว้ในพารากราฟท้ายๆ ของมาตรา 18/1 แห่ง พ.ร.บ.อาคารชุดฉบับที่ 4 ที่ประกาศบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2551
ผลกระทบกรณีติดค้างชำระค่าส่วนกลางบ้านลอยฟ้าประการที่สาม
“ไม่สามารถขายหรือโอนห้องชุดให้ผู้บุคคลอื่นได้” รวมถึงเสียสิทธิในการทำนิติกรรมอื่นๆ ด้วย อาทิ การจดจำนอง ขายฝาก และหรือไม่สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานค้ำประกันคดีความใดๆ ได้ที่บอกกล่าวยังงี้ก็เพราะ พ.ร.บ.อาคารชุดอีกนะแหละที่กำหนดเอาไว้ในมาตรา 29 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า
“
ในกรณีที่ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนสิทธิห้องชุดพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดินจะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้ต่อเมื่อห้องชุดนั้นๆ ปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายส่วนรวม โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง”ครับ... แน่เหมือนแช่แป้ง หากมีหนี้มีสินค้างชำระผู้จัดการคอนโดคงไม่ผลีผลามออกหนังสือปลอดหนี้ให้กับเจ้าของห้องชุดร้อยเปอร์เซ็นต์ และเมื่อไม่มีลายมือชื่อเป็นลายลักษณ์อักษรการโอนสิทธิให้ผู้ซื้อก็ไม่สามารถกระทำได้สมตามเจตนา
ผลกระทบกรณีติดหนี้ค่าส่วนกลางประการที่สี่
“เจ้าของห้องชุดถูกฟ้องร้องดำเนินคดี” ตามกฎหมายและอาจถูกศาลพิพากษาบังคับขายทอดตลาดบ้านลอยฟ้าเอาได้ง่ายๆกฎกติกาข้อนี้บัญญัติอยู่ในมาตรา 36(6) แห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2551 ดังนี้ครับ
“
ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด มีอำนาจหน้าที่ฟ้องร้องบังคับชำระหนี้จากเจ้าของร่วมที่ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนรวมเกินหกเดือนขึ้นไป”ผมพบเห็นหลายต่อหลายอาคารชุดที่มีการติดค้างค่าส่วนกลางนานนับปี แต่ไม่ยักได้รับหมายศาลสักกะใบ ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องด้วยเหตุสองกรณี
“
เจ้าของห้องชุดที่ค้างหนี้กับผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเป็นพรรคพวกเดียวกัน” เข้าตำราลูบหน้าปะจมูก ว่างั้นเถอะ...!! และทดแทนคุณข้าวแดงแกงร้อนตัวหนาบรรทัดบนไม่ต้องอรรถาธิบายความก็พอจะเข้าใจ แต่พารากราฟหลังผู้จัดการคอนโดไม่กล้าดำเนินการ เหตุเพราะได้รับการสนับสนุนจากเจ้าของห้องชุดที่ติดหนี้สินค่าส่วนกลางให้นั่งในตำแหน่ง
รู้ทั้งรู้ว่าเมื่อไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้เกื้อหนุนก็อาจถูกเจ้าของร่วมอีกกลุ่มยื่นถอดถอนในข้อหา
“ละเว้นปฏิบัติหน้าที่” แต่ขืนขึงขังเอาจริงเอาจังก็คงหล่นโครมจากเก้าอี้เร็ววันกว่าผู้จัดการคอนโดคงคิดเช่นนี้... !!







