posttoday
ซีพีฟันธงทางออกเมืองไทย ปลดหนี้ให้เกษตรกร

ซีพีฟันธงทางออกเมืองไทย ปลดหนี้ให้เกษตรกร

15 มิถุนายน 2553

ซีพีเสนอทางออกเมืองไทย

ก้าวอย่างยั่งยืนหลังวิกฤติ

วิกฤตการเมืองเดือน พ.ค. 2553 ไม่เพียงปะทุออกไปทางรุนแรงเผาบ้านเผาเมือง ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน หากไม่ได้รับการแก้ไขด้วยการปฏิรูปทั้งระบบ ปัญหาอาจปะทุขึ้นมาอีกและรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ในวาระที่ทุกคนกำลังมองหาทางออกให้ประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ขอเสนอทางออกเพื่อแก้วิกฤตของประเทศในระยะยาว

นายสารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาชาติต้องเริ่มด้วยการยกหนี้ให้เกษตรกร โดยเฉพาะหนี้ที่เป็นอยู่กับธนาคารของรัฐ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพราะคน 70% ของประเทศอยู่ในชนบท ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตร รวมทั้งแรงงานที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เป็นผลิตผลจากภาคเกษตรกรรมแทบทั้งสิ้น และคนเหล่านี้อย่างที่ทราบผ่านสื่อต่างๆ เป็นฐานสำคัญของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง

ที่ผ่านมาปัญหาของกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้ถูกแก้อย่างจริงจัง เป็นการแก้เพื่อการเมือง หาเสียง นโยบายประชานิยม เช่น การปล่อยเงินกู้ ซึ่งสุดท้ายวัฏจักรของหนี้ก็วนเวียนกลับมาสู่คนเหล่านี้เช่นเดิม ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวยยิ่งเพิ่มมากขึ้น แต่การปลดหนี้หรือยกหนี้ให้เกษตรกรต้องมีเงื่อนไขที่รัฐต้องเข้าไปดูแลสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ อาจตั้งเป็นกองทุนเพื่อทำให้ภาคการเกษตรฟื้นตัวอย่างแท้จริง และเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยพุ่งเป้าไปที่ตลาดประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะจีนและอินเดีย ถือเป็นตลาดใหญ่มากสำหรับไทย

“รัฐบาลจะปฏิรูปไม่ได้ ถ้าไม่เริ่มจากการปลดหนี้ให้กับเกษตรกร เชื่อว่าหากดำเนินการอย่างจริงจังภายใน 10 ปี ประเทศไทยจะก้าวไปสู่จุดที่มีศักยภาพสูงที่สุดได้ ไม่ต้องกลัวประเทศอื่นจะมาแข่งขันได้” นายสารสิน กล่าว

สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการปลดหนี้อาจจะไม่มากเท่ากับที่รัฐบาลใช้เพื่อนโยบายประชานิยม โดยดำเนินการเป็นเฟส ๆ ไป นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหาในสังคมไทยระยะยาว ทั้งนี้ไม่อยากให้รัฐบาลไปเน้นนโยบายประชานิยม ซึ่งในหลายประเทศใช้ไม่ได้ผล เพราะเป็นนโยบายที่การเมืองนำเศรษฐกิจมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นหลัก

นอกจากนี้ ควรลดพึ่งพาการส่งออก ซึ่งปัจจุบันไทยส่งออก 6570% ถือเป็นเรื่องน่ากลัว ภายใต้บริบทของสิ่งแวดล้อมสากลที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทั้งวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐอเมริกา และกำลังส่งผลต่อตลาดยุโรปในขณะนี้ นั่นเป็นเพราะระบบเศรษฐของโลกพึ่งพาระบบการเงินหลักของสหรัฐอเมริกา ที่ใช้ระบบเครดิตเป็นหลัก เมื่อฟองสบู่แตกจึงส่งผลกระทบไปทั่วโลก

นายสารสิน กล่าวว่า ประเทศไทยควรหันมาพึ่งตัวเอง และนั่นคือความหมายของระบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การกระตุ้นการบริโภคในประเทศไทยถือเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การอัดฉีดเม็ดเงินในโครงการไทยเข้มแข็ง ถือเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ไม่สามารถแก้ปัญหาในระยะยาวได้

รวมทั้งควรหันมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งให้ความสำคัญกับเมืองไทยมาก เหตุการณ์เดือน พ.ค.ที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ช็อก รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจับเข่านักลงทุนกลุ่มนี้คุยอย่างเร่งด่วน เพราะญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับไทยในการเป็นฐานผลิตสินค้า อาทิ รถยนต์ส่งออกไปทั่วโลก

“ไทยเรามีจุดแข็ง และต้องไม่มองแค่ประเทศไทย ต้องมองไปข้างนอกแล้วขยายไป โดยรัฐบาลต้องเป็นหัวรถจักรที่จะพุ่งไป เมื่อผ่านวิกฤติแล้วต้องมาคิดตรงจุดนี้ และต้องคิดอย่างบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็นสมานฉันท์ หรือ ปรองดอง ต้องคิดแบบบูรณาการ คิดแบบครบวงจร ไม่เช่นนั้นไม่สามารถแก้วิกฤติได้” ดร.สารสินกล่าว

นายอาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่ควรประมาท เพราะมีหลายปัจจัยเปราะบางในครึ่งปีหลัง อาทิ ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศกรีซ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจในไทยยังต้องติดตามดู

ส่วนปัญหาในประเทศ การเมืองยังน่าเป็นห่วง แต่ประเมินแล้วยังไม่น่าจะรุนแรงในช่วงนี้ โดยภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปีนี้ มีการขยายตัวเติบโต 12% ซึ่งดีพอสมควร รวมถึงในภาคธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง ฯลฯ มีอัตราเติบโตดีอยู่ที่ 12% โดยภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ(จีดีพี)ปีนี้ในสภาวะทั่วไปคาดเติบโต 4.55.5% และหากในกรณีที่แย่สุดจากปัญหาอื่นๆเกิดขึ้นตามมา เช่น วิกฤตการเมืองในประเทศรุนแรง ปัญหาการเงินในต่างประเทศ อาจทำให้จีดีพีประเทศปีนี้เติบโตไม่ถึง 4% หรือ ต่ำสุดเติบโตราว44.5%ขณะเดียวกันอยากให้รัฐบาลเร่งผลักดันแผนปรองดองในประเทศโดยเร็ว ด้วยรัฐบาลได้ประกาศจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อวางนโยบายปรองดองของประเทศแล้ว ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาทำงานนานและอาจมีนโยบายออกมาในช่วงปี54 ซึ่งช้าเกินไป แต่อยากให้รัฐบาลวางนโยบายสร้างแผนปรองดองในประเทศทันที เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมโดยเร็วที่สุด ทั้งเรื่องความยากจน พร้อมกับแก้ปัญหาคอร์รัปชัน และการทุจริตในภาคข้าราชการ

ขณะที่นโยบายที่เห็นว่าจะช่วยแก้ปัญหาของประเทศ คือ ทฤษฎีสองสูงของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ปรับขึ้นราคาสินค้าเกษตรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการให้อยู่ในระดับสูงเพื่อเพิ่มรายได้ และปรับปรุงระบบชลประทานทั้งประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ภาคเกษตรที่เป็นฐานใหญ่ของประเทศสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตได้มากขึ้นและมีระบบการจัดการน้ำที่ดีขึ้น ส่วนปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นนั้น มองว่า ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แม้ว่าจะกระทบให้กำลังการผลิตของสินค้าเกษตรลดลงก็ตาม ทั้ง ข้าวเปลือก อยู่ที่ 1829 ล้านตันต่อปี จากปกติอยู่ที่ 32 ล้านตันต่อปี การส่งออกอยู่ที่ 88.5 ล้านตัน จากเดิมส่งออกได้ 9 ล้านตัน แต่จะส่งผลดีให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น และเชื่อว่าปัญหาภัยแล้งจะไม่ลุกลามจนเกิดวิกฤต เพราะในปัจจุบัน สภาพอากาศที่เข้าสู่ฤดูฝนแล้วจึงช่วยให้ฝนในประเทศตกมากขึ้น

“ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงเรื่องการเมืองอยู่ และคาดหวังว่าการเมืองคงไม่เกิดวิกฤตเหมือนเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เพราะเราได้บทเรียนที่เจ็บปวดมาแล้ว อยากให้ทุกฝ่ายระมัดระวังและอดกลั้นมากขึ้น และอยากให้รัฐบาลรีบแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมโดยเร็วที่สุด และให้เห็นเป็นรูปธรรมเร็วที่สุด เพราะในขณะนี้รัฐบาลทำแต่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำงาน และไม่รู้ว่าตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีกกี่ชุด ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะมีผลแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น” ดร.อาชว์กล่าว

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน