
ดึงเพื่อนบ้านบูมค้าชายแดนโต1.5ล้านล.
พาณิชย์เล็งตั้งเจทีซีไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน หวังดันการค้าชายแดนโตเพิ่มเป็น 1.5 ล้านล้านบาท
พาณิชย์เล็งตั้งเจทีซีไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน หวังดันการค้าชายแดนโตเพิ่มเป็น 1.5 ล้านล้านบาท
น.ส.ปานจิตต์ พิศวง รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยในการสัมมนาเรื่อง “เจาะลึกรัฐบาลในอาเซียนกับโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทย” โดยระบุว่า กระทรวงพาณิชย์มีแนวคิดจัดตั้งคณะทำงานด้านการค้าชายแดน (เจทีซี) ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับไทย คือ พม่า กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และจีนตอนใต้ เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังถือเป็นการต่อยอดนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนของรัฐบาล
“เราจะผลักดันให้มีการจัดตั้งคณะทำงานด้านการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้านทุกประเทศ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เข้มข้นมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีการตั้งคณะทำงานค้าชายแดนไทย-ลาว ซึ่งจะมีการหารือกันที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 4-5 ก.พ.นี้” น.ส.ปานจิตต์ กล่าว
น.ส.ปานจิตต์ กล่าวว่า กระทรวงยังจะเดินหน้าส่งเสริมการพัฒนาตลาดนัดชายแดนให้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดริมน้ำโขงที่ปัจจุบันมีมากกว่า 100 แห่ง เนื่องจากขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและมีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยเพิ่มขึ้น เพราะสินค้าไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและเป็นที่นิยม
กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนในปีนี้เป็น 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่คาดว่ามูลค่าจะอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท โดย 11 เดือนของปี 2557 มูลค่าการค้าชายแดนอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท
สำหรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อนบ้านอาเซียนนั้น จะเน้นส่งเสริมให้ออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีทรัพยากร แรงงาน และยังได้สิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) โดยเฉพาะการลงทุนอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตไทยย้ายฐานไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดยจะส่งออกสินค้าไปยังตลาดบน อาทิ ตลาดสหรัฐและยุโรป รวมทั้งเพื่อส่งกลับมาจำหน่ายในประเทศผ่านตลาดค้าส่งค้าปลีก เช่น แพลทินัม ประตูน้ำ และโบ๊เบ๊ เป็นต้น เพื่อเจาะตลาดระดับกลางและล่างแข่งกับสินค้าจากจีน เนื่องจากการใช้ฐานผลิตจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้สินค้ามีต้นทุนถูกลงและขายแข่งกับจีนได้
“กระทรวงพาณิชย์จะเน้นส่งเสริมการตลาดในอาเซียน โดยการนำธุรกิจเด่นๆ ของไทยออกไปจับคู่ธุรกิจกับเพื่อนบ้านเพื่อร่วมกันขยายตลาด เช่น ประเทศลาวจะเน้นสินค้าประเภทบริการ กัมพูชาเน้นธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น มาเลเซียเน้นธุรกิจอาหารฮาลาล และพม่าเน้นธุรกิจบริการ โรงพยาบาล” น.ส.ปานจิตต์ กล่าว
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนและเอเชียศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า อยากให้ภาครัฐมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะเข้าไปทำอะไร และมีนโยบายส่งเสริมการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร โดยเสนอให้มีการนำจุดแข็งที่ไทยไปต่อยอดการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น
ด้าน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเจรจากับผู้อยู่อาศัยใกล้สนามบินแม่สอด จ.ตาก เพื่อขอซื้อที่ดินสำหรับขยายรันเวย์อีก 300-400 เมตร รวมทั้งปรับปรุงอาคารผู้โดยสารและลานจอดรถ ซึ่งจะทำให้สนามบินแม่สอดรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า จากปัจจุบันมีผู้โดยสารมาใช้สนามบิน 1 แสนคน/ปี
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 แห่ง จะพบว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก มีความพร้อมมากที่สุดในการลงทุนก่อสร้างทางหลวงและสะพานข้ามแม่น้ำเมยเชื่อมต่อไปพม่า โดยปัจจุบันได้ทำการศึกษาและออกแบบเรียบร้อยแล้ว และจะมีการเจรจากับรัฐบาลพม่าในเร็วๆ นี้ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีนี้ และโครงการจะแล้วเสร็จภายในปี 2560







