
หนี้ครัวเรือนพุ่งปรี๊ด
หนี้ครัวเรือนยังพุ่งไม่หยุด คาดปีนี้แตะ 89% ของจีดีพี เป็นหนี้คนชั้นกลาง
หนี้ครัวเรือนยังพุ่งไม่หยุด คาดปีนี้แตะ 89% ของจีดีพี เป็นหนี้คนชั้นกลาง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยในปีนี้ว่าจะยังคงเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยไตรมาส 3 ของปี 2557 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นเป็น 84.7% จากไตรมาส 2 อยู่ที่ระดับ 83.5% คาดว่าในปีนี้หนี้ครัวเรือนทั้งระบบจะแตะ 88-89% ได้ หากเศรษฐกิจมีแรงส่งให้ขยายตัวดี
สำหรับผู้นำการก่อหนี้ของครัวเรือนในปีนี้จะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ระดับปานกลาง เปลี่ยนไปจากปีที่แล้วเป็นกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำ ซึ่งจะได้ประโยชน์จากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่ออเนกประสงค์ และสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ
อย่างไรก็ดี ครัวเรือนรายได้น้อยที่ส่วนใหญ่มีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ค่อนข้างสูงจะเผชิญข้อจำกัดในการก่อหนี้ใหม่ แต่กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ปานกลางถึงสูงจะเป็นแรงขับเคลื่อนตัวเลขหนี้ครัวเรือนของทั้งระบบการเงิน เนื่องจากมีกำลังซื้อและมีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งระบบ
“แม้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของระบบการเงินไทยอาจขยับขึ้นแต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้บ่งชี้ว่าทุกครัวเรือนไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สะสมรุนแรงโดยทัดเทียมกัน แต่กลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำจะมีอัตราการชำระหนี้อยู่เหนือระดับ 50% ของรายได้รายเดือน ปัญหาใหญ่มาจากค่าครองชีพสูงกว่ารายได้” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ
นอกจากนั้น แรงส่งหนี้ครัวเรือนในปีนี้อีกส่วนหนึ่งมาจากความพยายามลดปัญหาหนี้นอกระบบของภาครัฐ โดยสนับสนุนให้ครัวเรือนเข้าถึงบริการทางการเงินพื้นฐานมากขึ้น อาทิ การผลักดันนาโนไฟแนนซ์ การใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อเป็นเครื่องมือในการถ่ายโอนหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ เป็นต้น อันถือเป็นพัฒนาการทางการเงินที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อภาคครัวเรือนที่ได้รับสินเชื่อด้วยต้นทุนที่ถูกลงเทียบกับเงินกู้นอกระบบ
นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ ธปท.ยังเป็นห่วงเรื่องนี้และติดตามอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่วนการที่ท่านนายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลและให้ระมัดระวังการปล่อยกู้สินเชื่อส่วนบุคคลที่อาจจะไปกระทบต่อระดับหนี้ครัวเรือนเพิ่มนั้น ธปท.คงไม่จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นหรือออกหลักเกณฑ์ในการอนุมัติสินเชื่อประเภทนี้เพิ่มเติมอีก เนื่องจากแนวโน้มสินเชื่อประเภทนี้เริ่มลดลงแล้ว บวกกับธนาคารมีมาตรฐานในการปล่อยกู้ที่มีมาตรฐานอยู่แล้ว อาทิ ให้กู้ได้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 20% เป็นต้น







