posttoday
มิตซูบิชิรุกไล่เออีซี ดันไทยลุยตลาดลาว

มิตซูบิชิรุกไล่เออีซี ดันไทยลุยตลาดลาว

15 มกราคม 2558

จากเป้าหมายสร้างรายได้รวมทั่วโลกแตะ 5 ล้านล้านเยนในปี 2563 หรือเติบโต 20% จากปี 2557 โดยจะเป็นปีที่กลุ่มมิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น จะก้าวสู่ 1 ศตวรรษ โจทย์ใหญ่ของมิตซูบิชิเพื่อไต่เป้าหมายดังกล่าวคือการขยายตลาดใหม่ๆ นอกเหนือญี่ปุ่น และหนึ่งในตลาดสำคัญคือ เออีซี หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั่นเอง

จากเป้าหมายสร้างรายได้รวมทั่วโลกแตะ 5 ล้านล้านเยนในปี 2563 หรือเติบโต 20% จากปี 2557 โดยจะเป็นปีที่กลุ่มมิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น จะก้าวสู่ 1 ศตวรรษ โจทย์ใหญ่ของมิตซูบิชิเพื่อไต่เป้าหมายดังกล่าวคือการขยายตลาดใหม่ๆ นอกเหนือญี่ปุ่น และหนึ่งในตลาดสำคัญคือ เออีซี หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั่นเอง

ปัจจุบันมิตซูบิชิได้เข้าไปขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนแล้วเกือบทุกประเทศ และล่าสุดได้มอบหมายให้บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนาผู้จัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ามิตซูบิชิในประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบการทำตลาดในประเทศลาว ส่งผลให้ประเทศไทยมีความสำคัญยิ่งขึ้นอีกระดับหนึ่งจากปัจจุบันที่ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกทั่วโลกของมิตซูบิชิอยู่แล้ว

ยาซูชิ โมริยามะ กรรมการผู้จัดการ บริษัทมิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา กล่าวว่า มิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่น ตั้งเป้าที่จะขยายธุรกิจนอกประเทศญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ก้าวไกลไประดับโลก โดยปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากประเทศญี่ปุ่น 30-35% และวางเป้าหมายภายในปี 2563 จะเพิ่มรายได้จากตลาดนอกญี่ปุ่นเป็นมากกว่า 50%

ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และพัดลมไปตลาดโลกของมิตซูบิชิ ซึ่งในส่วนการผลิตก็จะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การทำตลาดในอาเซียนปีนี้จะเริ่มรุกตลาดลาวอย่างจริงจังหลังจากได้รับมอบหมายจากบริษัทแม่ประเทศญี่ปุ่น ควบคู่กับการทำตลาดในไทยอย่างต่อเนื่อง

“หากตลาดเออีซีได้รับการตอบรับดี ย่อมส่งผลดีต่อประเทศไทยที่จะมีรายได้จากโรงงานผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันตลาดไทยถือเป็นอันดับ 1 ของมิตซูบิชิในอาเซียน”

ด้านการทำตลาดในประเทศไทยนั้น จะเดินหน้าทำตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดในสินค้ากลุ่มเครื่องปรับอากาศและพัดลม ขณะที่ตู้เย็นผลัดเป็นอันดับ 1 หรือ 2 โดยปีนี้จะเน้นกลยุทธ์การชูภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ตอกย้ำจุดแข็งของแบรนด์และสร้างจุดขายที่แตกต่างอย่างชัดเจน

สำหรับปีนี้บริษัทจะดำเนินธุรกิจภายใต้คอนเซ็ปต์ เดอะ คูลลิ่ง มาสเตอร์ หรือที่สุดแห่งเทคโนโลยีความเย็นสบาย ควบคู่กับการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยสินค้าใหม่ในปีนี้จะพัฒนาจากแนวคิด “เราคิด...จากชีวิตคุณ” ซึ่งจะมีการเปิดตัวเครื่องปรับอากาศใหม่อีก 2 รุ่น ขนาด 1.8 หมื่นบีทียู และ 1.5 หมื่นบีทียู การเพิ่มไลน์สินค้ากลุ่มตู้เย็น รวมทั้งพัฒนาดีไซน์พัดลมให้ทันสมัย เพรียวบาง พร้อมเพิ่มรุ่นใบพัด 18 นิ้ว และขยายเวลารับประกันจาก 3 ปี เป็น 5 ปี โดยจะทุ่มงบทำตลาดปีนี้ 990 ล้านบาท

ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทในรอบปีบัญชี 2557 (เม.ย. 2557-มี.ค. 2558) คาดว่าจะทำรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 1.35 หมื่นล้านบาท เติบโต 5-6% จากปี 2556 และตั้งเป้ารายได้รอบปีบัญชี 2558 (เม.ย. 2558-มี.ค. 2559) จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 7.4% หรือมีรายได้เพิ่มเป็น 1.45 หมื่นล้านบาท

“เราเป็นผู้นำตลาดเครื่องปรับอากาศอย่างชัดเจนด้วยส่วนแบ่งตลาด 34% และจากการครอบครองเครื่องปรับอากาศของคนไทยที่กรุงเทพฯ มีอัตราถือครอง 50% และต่างจังหวัด 20% ทำให้ยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมาก”

ท้ายที่สุดแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทแม่ประเทศญี่ปุ่นวางไว้ นั่นหมายถึงว่าการทำตลาดในประเทศไทยก็ต้องเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ของมิตซูบิชิประเทศไทยต้องก้าวไป และหนึ่งในแนวทางสร้างการเติบโตคือการขยายสาขาธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ นั่นคือการรุกเข้าสู่ตลาดหลอดไฟแอลอีดี และธุรกิจโซลาร์เซลล์ที่จะเริ่มทำตลาดอย่างจริงจังนับจากปีนี้เป็นต้นไป

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน