
ปีใหม่ พฤติกรรมการเงินใหม่
สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่าน ช่วงปลายปีที่ผ่านมาตัวผมเองก็รู้จักพี่ๆ ร่วมงานหลายท่านที่เกษียณไป หลายท่านก็เกษียณไปพร้อมแผนเกษียณอายุที่ได้วางแผนมาล่วงหน้ากับเงินออมส่วนหนึ่ง แต่หลายท่านอยากต่ออายุการทำงานออกไป ใช่ว่าเพราะรักงานที่ทำมากมาย เพียงแต่ฐานะการเงินยังไม่พร้อมเกษียณต่างหาก ฟังแล้วก็ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่าเราต้องไม่เป็นแบบนั้น ก็เลยต้องมานั่งทบทวนว่าอะไรที่ทำให้พวกเขาเป็นแบบนั้น
สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่าน ช่วงปลายปีที่ผ่านมาตัวผมเองก็รู้จักพี่ๆ ร่วมงานหลายท่านที่เกษียณไป หลายท่านก็เกษียณไปพร้อมแผนเกษียณอายุที่ได้วางแผนมาล่วงหน้ากับเงินออมส่วนหนึ่ง แต่หลายท่านอยากต่ออายุการทำงานออกไป ใช่ว่าเพราะรักงานที่ทำมากมาย เพียงแต่ฐานะการเงินยังไม่พร้อมเกษียณต่างหาก ฟังแล้วก็ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่าเราต้องไม่เป็นแบบนั้น ก็เลยต้องมานั่งทบทวนว่าอะไรที่ทำให้พวกเขาเป็นแบบนั้น
ปัจจุบันมีหนังสือมากมายที่สอนวิธีการบริหารเงินเก็บให้งอกเงยขึ้น มีผู้รู้และที่ปรึกษาทางการเงินต่างๆ พร้อมให้บริการแบบฟรีๆ ว่าเราควรทำอะไรกับเงินที่กองอยู่ในบัญชีธนาคาร ถ้าใครอยู่ในกลุ่มประชากรกลุ่มนี้ ก็ต้องขอแสดงความยินดีระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็มีเงินเหลือเก็บ แต่ถ้าใครเป็นกลุ่มประชากรกลุ่มใหญ่ที่ไม่มีเงินเหลือเก็บแล้วละก็ หนังสือการบริหารเงินและการลงทุนแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่การค้นหาวิธีเพื่อเพิ่มผลตอบแทนเงินในบัญชีธนาคาร แต่อยู่ที่การหาวิธีการในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในปัจจุบันเพื่อให้เหลือเงินเก็บต่างหากนั้นคือสิ่งที่เราจะคุยกันในวันนี้ครับ เพราะการมีเงินเหลือเก็บไม่พอใช้ที่ว่าเลวร้ายแล้ว แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บนั้นเลวร้ายกว่า
การออมเงิน การบริหารเงิน การจัดการเงิน ไม่ว่าเราจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ ร้อยละ 80 เป็นเรื่องของพฤติกรรม ส่วนเรื่องความรู้นั้นเป็นแค่ร้อยละ 20 ทำไมผมถึงพูดแบบนั้น เราลองไปถามคนทั่วๆ ไป ถามว่า
รู้ไหมต้องทำอะไร ส่วนใหญ่ตอบว่ารู้ แต่แค่ไม่ทำแค่นั้น สิ่งที่เรารู้คือ เราจะมีเงินเหลือเก็บด้วยการหาเงินให้มากขึ้น ใช้จ่ายให้น้อยลง หรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง ซึ่งแน่นอนคนส่วนใหญ่มักจะเลือกวิธีการหาเงินเพิ่มมากกว่า เลยทำให้กระแสการหาเงินเพิ่ม กระแสให้เงินทำงานให้ เป็นที่นิยม หนังสือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ขายดีกันใหญ่ ทำให้หลายคนแห่ซื้อคอนโดเพื่อหวังปล่อยเช่า แต่ท้ายสุดหาคนเช่าไม่ได้ เพราะขึ้นกันเยอะและทุกคนคิดเหมือนกัน
แต่น้อยคนนักที่จะเลือกวิธีการทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง เพราะด้วยสังคมวัตถุนิยมสมัยนี้มันค้ำคอคนส่วนใหญ่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานะทางสังคม มาตรฐานการดำรงชีพที่สูงขึ้นไปแล้วลงมาไม่ได้ แต่วันนี้เราจะลองมาพยายามหาวิธีลดค่าใช้จ่ายกันดูครับ เอาแค่หลักการเดียวง่ายๆ ที่ทุกคนก็รู้ คือ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก่อนอื่นต้องมานั่งนิยามให้ตัวเองก่อนว่าสิ่งที่จำเป็นของเราคืออะไร เพราะแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ด้วยสังคมในปัจจุบันเป็นสังคมที่ทำให้ความอยากได้อยากมีของคนเราเพิ่มขึ้น หลายต่อหลายครั้งเราอยากได้ก็เลยคิดไปว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เพื่อความสบายใจในการซื้อ จำเป็นหรือที่ต้องมีห้องดูหนังประจำบ้าน ทั้งๆ ที่วันธรรมดาไม่เคยกลับถึงบ้านพร้อมกัน และเสาร์อาทิตย์ก็ออกไปดูในโรงหนังที่ห้างสรรพสินค้า จำเป็นไหมที่ต้องเป็นรถยนต์คันใหญ่ๆ รุ่นที่ดีที่สุด ทั้งๆ ที่รถยนต์รุ่นธรรมดาคันเล็กๆ ก็สามารถให้อรรถประโยชน์ของมันได้ครบ คือ พาเราและทุกคนในครอบครัวจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง โดยช่วยบังแดด บังฝน และขนของ จำเป็นไหมที่อยากขี่จักรยานเพื่อออกกำลังกาย แต่ต้องเป็นจักรยานราคาแพงนำเข้าจากอังกฤษ (อันนี้ขออนุญาตเขียนเตือนตัวเองครับ) ดังนั้นทุกครั้งที่จะใช้จ่ายต้องนึกถึงนิยามความจำเป็นของเราให้ดี
ขั้นตอนต่อไปในการเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน คือ เราต้องกำหนดช่วงเวลาเผลอใจของเรา เราต้องมานั่งไตร่ตรองช่วงเวลาที่มีสิ่งยั่วยุให้เราต้องควักกระเป๋า ว่าเป็นช่วงเวลาใด ความรู้สึกอย่างไร สถานการณ์แบบไหนที่นำเราไปสู่ความพลาดพลั้งทางการเงินผู้หญิงหลายคนอาจจะเป็นช่วงเวลากลางคืน ที่เปิดเว็บไซต์ขายของออนไลน์ดูเพลินๆ แล้วก็ต้องซื้อ เพราะเดี๋ยวนี้การซื้อขายมันง่าย แค่กดปุ่มใส่ลงตะกร้าก็คือซื้อแล้ว เราต้องพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าวในช่วงเวลานั้น โดยหันมาทำกิจกรรมอื่นแทน ยกตัวอย่างของผม ช่วงเวลาเผลอใจของผมคือ ช่วงครึ่งวันเช้าวันอาทิตย์ที่ต้องไปนั่งรอลูกเรียกภาษาอังกฤษในห้างสรรพสินค้า ไม่เคยวางแผนว่าจะซื้ออะไรเลย แต่ก็ต้องเสียเงินทุกครั้งที่เดินรอ ผมเลยเปลี่ยนมาเป็นออกไปขี่จักรยานแทนสองชั่วโมงแล้วค่อยมารับ ปรากฏว่าค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลดลงไปเยอะ
บางครั้งสื่อทางการตลาดต่างๆ ก็จะหลอกล่อให้เราคล้อยตามว่า สิ่งที่ไม่จำเป็นนั้นมันคือสิ่งที่จำเป็น ยิ่งคนที่สามารถใช้บัตรเครดิตได้ จะยิ่งมีโอกาสเผลอใจสูงมาก ยกตัวอย่าง ซื้อโทรศัพท์หนึ่งเครื่องราคาสามหมื่นบาท ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราต้องเดินไปกดเงินสดๆ ซึ่งเราอาจเสียดายและเปลี่ยนใจได้ แต่เป็นรูดบัตรเครดิต ตัดสินใจหรือเผลอใจได้ง่ายขึ้นอีก รูดทีเดียวจบ ต่อมายิ่งมีผ่อนชำระศูนย์เปอร์เซ็นต์สิบเดือน ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะในสมองสั่งทันทีว่าเดือนละสามพันบาทเอง แต่เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะคิดในตอนนั้นว่า อีกเก้าเดือนข้างหน้าต้องกันเงินไว้เดือนละสามพันบาทด้วย
สภาพแวดล้อมในปัจจุบันนั้นเป็นตัวกระตุ้นให้เราเกิดการใช้จ่ายอย่างไร้สติอยู่ตลอดเวลา อย่างที่กล่าวท่านใดที่มีเงินเหลือเก็บและจะทำให้งอกเงยนั้น คงเป็นเรื่องของความรู้ความเข้าใจในการลงทุน แต่ท่านใดที่ยังไม่มีแม้แต่เงินเหลือเก็บ อันนี้เป็นเรื่องของพฤติกรรมล้วนๆ ปีใหม่นี้ก็ขอเชิญชวนทุกท่านมาเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น และให้รู้เท่าทันสิ่งเร้าต่างๆ รอบตัว เพื่อความมั่งคั่งในอนาคตกันครับ







