
ปรับสมดุลชีวิตยุคใหม่ ในปี 2558
ก่อนอื่นต้องขอกล่าวสวัสดีปีใหม่กับทุกท่านนะคะ ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีกว่าเดิมค่ะ เรื่องแย่ๆ เรื่องเศร้าๆ ที่ผ่านมาก็ขอให้เราทิ้งไว้ข้างหลังเพื่อให้เรามีแรงใจที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าค่ะ หากมองในภาพรวมทางเศรษฐกิจและสังคมแล้วก็ถือว่าปีนี้เป็นปีที่เรามีความหวังกับทิศทางต่างๆ ได้มากขึ้นค่ะ
ก่อนอื่นต้องขอกล่าวสวัสดีปีใหม่กับทุกท่านนะคะ ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีกว่าเดิมค่ะ เรื่องแย่ๆ เรื่องเศร้าๆ ที่ผ่านมาก็ขอให้เราทิ้งไว้ข้างหลังเพื่อให้เรามีแรงใจที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าค่ะ หากมองในภาพรวมทางเศรษฐกิจและสังคมแล้วก็ถือว่าปีนี้เป็นปีที่เรามีความหวังกับทิศทางต่างๆ ได้มากขึ้นค่ะ
ในแง่ของทิศทางเศรษฐกิจปีนี้จะเป็นปีที่ประเทศไทยเริ่มการลงทุนครั้งใหญ่กับโครงสร้างพื้นฐานทางการคมนาคมขนส่งมากมาย ทั้งโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ โครงการรถไฟทางคู่ และการสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านเรา
ในแง่ของสังคมปีนี้เราจะเห็นความชัดเจนถึงทิศทางการปฏิรูป ทั้งในส่วนของข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่จะมีความชัดเจนขึ้น และกฎหมายต่างๆ ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาที่สะสมมายาวนาน ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้าการลงทุนและการบริหารประเทศในระยะยาว
แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามในบ้านเมืองของเรา สิ่งหนึ่งที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่อ่อนล้าเลยก็คือ พัฒนาการของเทคโนโลยีค่ะ ซึ่งในแต่ละปีเราจะเห็นความก้าวล้ำทันสมัยของเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและสารสนเทศต่างๆ ออกมามากมายจนแทบจะปรับตัวกันไม่ทัน
เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ออกมาทั้ง smart phone, social media คอมพิวเตอร์ หรือซอฟต์แวร์ใหม่ๆ นั้น ทำให้โลกทั้งโลกแทบจะมาอยู่ในมือเราเลยค่ะ เพียงแค่คลิกปลายนิ้วเราก็จะสามารถรู้ทุกอย่างที่เราต้องการจะรู้ ช่วยให้เราใกล้ชิดกับเพื่อนๆ ของเราทั้งเพื่อนเก่า หรือเพื่อนใหม่ๆ ในสังคมออนไลน์ได้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนทีเดียว
แต่ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ก็ส่งผลข้างเคียงต่อพฤติกรรมในสังคมเช่นกันค่ะ ความที่ข้อมูลข่าวสารมีการเดินทางที่รวดเร็วมาก และเชื่อมถึงกันหมดทำให้ผู้คนในยุคปัจจุบันอยู่ในสภาพที่เรียกว่า “fear of missing out” คือกลัวการตกข่าวตกกระแสที่กำลังฮอตมากๆ ในแต่ละช่วงเวลา
ทุกวันนี้ผู้คนมีอาการที่อยู่ห่างจากมือถือหรือสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้เลย เพราะเขาหรือเธอไม่ต้องการที่จะพลาดกับสิ่งที่กำลังเป็นประเด็นในสังคมหรือขาดการติดต่อกับเพื่อนฝูงในสื่อออนไลน์เลย ซึ่งนั่นส่งผลให้พฤติกรรมของคนในปัจจุบันนั้นมีอาการที่ค่อนข้าง alert มากเกินไป
ขณะเดียวกัน ก็กลับต้องมารับรู้เรื่องราวหรือข้อมูลข่าวสารมากมายเกินความจำเป็น แม้ว่าเรื่องนั้นๆ จะไม่มีผลกระทบต่อชีวิตตัวเองเลย คนสมัยนี้จึงมีลักษณะที่สมาธิสั้น ความเป็นส่วนตัวลดลง
เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าในยุคนี้นั้นได้สร้างประโยชน์หลายอย่างต่อตัวเราและสังคมโดยส่วนรวม แต่การที่เราใช้ชีวิตกับเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างขาดสมดุลก็ส่งผลให้เกิดต้นทุนที่ไม่จำเป็นกับชีวิตเรามากมาย
แทนที่เราจะหวาดกลัวกับการ “ตกกระแส” หรือ fear of missing out มากๆ เราควรลองปรับทัศนคติให้ “สนุก” กับการมีชีวิตที่ไม่ต้องติดกับกระแสต่างๆ บ้าง หรือ “joy of missing out” นั่นเอง ซึ่งนั่นจะทำให้เราสามารถกลับมาโฟกัสกับการทำงานประจำของเราได้ดีขึ้น รวมถึงการมีเวลาเหลือมาทำสิ่งที่เป็นคุณค่าต่อตัวเราและสังคมมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันจะเป็นผลดีต่อสุขภาพของเราเองด้วยค่ะ
ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตเช่นนี้จะช่วยให้เราใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในปัจจุบันได้เต็มที่ โดยที่เราไม่สูญเสียความเป็นตัวตนและโอกาสในการสร้างคุณค่าใหม่ๆ ที่รอเราอยู่ด้วยค่ะ







