
เบนเข็มส่งออกรถ1.3ล้านคัน
ส.อ.ท.ตั้งเป้าปีนี้ผลิตรถยนต์ 2.2 ล้านคัน เบนเข็มส่งออกเพิ่มเป็น 1.3 ล้านคัน
ส.อ.ท.ตั้งเป้าปีนี้ผลิตรถยนต์ 2.2 ล้านคัน เบนเข็มส่งออกเพิ่มเป็น 1.3 ล้านคัน
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ประมาณการยอดผลิตรถยนต์ทั้งปี 2558 ไว้ที่ระดับ 2.2 ล้านคัน เท่ากับปีที่แล้วที่เดิมตั้งเป้ายอดผลิตรถยนต์ที่ 2.4 ล้านคัน ก่อนปรับลดลงเป้าหมายลงเหลือ 2.2 ล้านคันในช่วงปลายปี ซึ่งการผลิตรถยนต์ดังกล่าวยังคงเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกเช่นเดียวกับปีก่อน แต่ปีนี้ตั้งเป้าหมายส่งออกรถยนต์เพิ่มเป็น 1.3 ล้านคัน จากปีก่อน 1.2 ล้านคัน
รายงานข่าวระบุว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2557 ยอดการผลิตรถยนต์ทั้งประเทศอยู่ที่ 1.73 ล้านคัน เป็นการผลิตเพื่อส่งออก 1.04 ล้านคัน หรือคิดเป็น 60.08% ของยอดผลิตรถยนต์ทั้งหมด
สำหรับปัจจัยบวกที่ทำให้ไทยส่งออกรถยนต์ได้ 1.3 ล้านคัน ประกอบด้วย ปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐที่คาดว่าจะดีขึ้น และจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจหลักๆของโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจยุโรป จีน และญี่ปุ่น ที่มีการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐในสัดส่วนที่สูงขยายตัวได้ดี ในขณะที่ทั้งตลาดสหรัฐ ยุโรป จีน และญี่ปุ่นต่างเป็นตลาดส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของไทย อีกทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมาเป็นปัจจัยบวกที่มีผลต่อการซื้อรถยนต์
“ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นตามที่คาดการณ์ ไทยจะส่งออกรถยนต์ได้ประมาณ 1.3 ล้านคัน ส่วนที่เหลืออีก 9 แสนคัน เป็นการผลิตเพื่อใช้ในประเทศ เพราะกำลังซื้อในประเทศยังไม่ดีนัก แต่ต้องยอมรับว่าในปีนี้อะไรๆ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เช่น หากสหรัฐมีปัญหาและไม่สามารถดึงให้เศรษฐกิจหลักๆ ของโลกให้ดีขึ้นตามได้ ยอดส่งออกรถยนต์จะไม่ได้ตามเป้า” นายสุรพงษ์ กล่าว
นอกจากนี้ กรณีที่สหรัฐเตรียมปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้าจะมีผลทำให้เงินทุนไหลกลับสหรัฐ และส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง จะเอื้อประโยชน์ต่อภาคส่งออกทุกประเภทรวมถึงยานยนต์ เห็นได้จากในปี 2557 ที่แม้ว่าการส่งออกรถยนต์ของไทยจะหดตัว 0.12% เทียบกับปี 2556 แต่มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น 3.45%
โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบุว่า ในส่วนประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจะมีผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์ของไทยต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ได้แก่ ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างมาก โดยล่าสุดค่าเงินเยนอ่อนค่ามาอยู่ที่ 120 เยน/เหรียญสหรัฐ จาก 82 เยน/เหรียญสหรัฐในช่วงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ในปี 2557 ญี่ปุ่นลดการนำเข้ารถยนต์จากไทยลง 20% เทียบกับปี 2556 และเปลี่ยนเป็นเดินสายการผลิตรถยนต์ในประเทศแทน พร้อมกันนั้น ยังต้องติดตามเศรษฐกิจออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกรถยนต์ โดยเฉพาะรถปิกอัพจากไทย เนื่องจากสถานการณ์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาสินแร่ที่ตกต่ำลง ทำให้กำลังซื้อของตลาดออสเตรเลียลดลง หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ยอดส่งออกรถยนต์ไปตลาดออสเตรเลียยังคงซบเซาต่อไป เช่นเดียวกับตลาดตะวันออกกลางที่ไทยส่งออกรถยนต์ในสัดส่วน 25-28% ของยอดส่งออกที่มีปัญหาการสู้รบในบางพื้นที่
“ขณะนี้ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ทั้งในตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกาที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ส่วนตลาดที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดี คือ ตลาดสหรัฐและทวีปอเมริกาเหนือ รวมถึงยุโรป แต่ยังต้องติดตามว่าตลาดยุโรปจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตในรัสเซียด้วยหรือไม่” นายสุรพงษ์ กล่าว
ทั้งนี้ ตลาดส่งออกรถยนต์สำคัญของไทยปัจจุบัน ได้แก่ ตะวันออกกลางมีสัดส่วน 25.6% รองลงมาเป็นตลาดเอเชีย 25% ตลาดออสเตรเลีย 21% ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาใต้ 11% ตลาดยุโรป 8.31% ตลาดแอฟริกา 5% และอื่นๆ 5%







