
ชูปัญหาแก่นปั้นเด็ก สร้างเจนใหม่ให้คิดเป็น
การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) หรือการสอนโดยกระตุ้นให้เด็กศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง โดยใช้ปัญหาเป็นเครื่องกระตุ้น เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เข้ามามีบทบาทในอาเซียนมากขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ หลังจากที่เคยมีบทบาทในประเทศฝั่งตะวันตกมานานแล้ว
การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) หรือการสอนโดยกระตุ้นให้เด็กศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง โดยใช้ปัญหาเป็นเครื่องกระตุ้น เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เข้ามามีบทบาทในอาเซียนมากขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ หลังจากที่เคยมีบทบาทในประเทศฝั่งตะวันตกมานานแล้ว
ล่าสุด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกด้านการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (APJC-PBL) ครั้งที่ 3 โดยมีวิทยากรจากประเทศต่างๆ ในอาเซียน ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาเด็กในประเทศตัวเองด้วยแนวทางดังกล่าว
เนมูเอล ฟาจุตากานะ ศาสตราจารย์ประจำศูนย์ฝึกอบรมครูแห่งชาติด้านวิชาชีพแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ กรุงมะนิลา บอกว่า จากการสำรวจในประเทศพบว่า การเปลี่ยนมาใช้วิธีการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เข้ามามีส่วนช่วยหลายเรื่อง เช่น ช่วยให้เด็กได้ฝึกสมรรถนะอย่างเต็มที่ รู้จักการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็ช่วยตอบสนองยุคที่ต้องการกลยุทธ์การเรียนรู้เชิงนวัตกรรมเพิ่มขึ้น และแก้ปัญหาครูเฉพาะทางขาดแคลนไปในตัว
ทั้งนี้ ในสถาบันที่นำวิธีการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานบางแห่ง ระบุว่า หลังนำไปใช้แล้ว มีการนำความรู้ด้านศาสตร์ทั่วไปมาบูรณาการกับศาสตร์ทางการแพทย์ นักเรียน นักศึกษา เรียนรู้การเรียนด้วยตัวเอง และทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กสูงขึ้นจริง
ขณะที่ เบอร์ฮันนุดิน โมห์ ซัลเลฮ์ ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยตุน ฮุสเซน โอน มาเลเซีย บอกว่า นาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย เคยกล่าวไว้ว่า มาเลเซียไม่ต้องการคนรุ่นใหม่ที่รู้วิธีการตอบคำถามเวลาสอบ แต่เราอยากได้คนรุ่นใหม่ที่กระหายใคร่รู้เรื่องต่างๆ บนโลก และเป็นคนที่ใฝ่หาความรู้ตลอดชีวิต ดังนั้น การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ถือเป็นวิธีหนึ่งที่จะตอบโจทย์ดังกล่าว
สำหรับมาเลเซีย แบ่งระยะการใช้วิธีดังกล่าวเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก ระยะแนะนำ นำร่องการใช้ระบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ในคณะกลุ่มแพทย์ก่อน ระยะที่ 2 นำไปใช้ในคณะอื่นๆ นอกเหนือจากคณะกลุ่มแพทย์ และระยะที่ 3 สร้างความริเริ่มระดับชาติและหาทางพัฒนาต่อไป
ด้าน อานุภาพ เลขะกุล รองประธานคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติ และอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ ม.อ. บอกว่า ในไทยมีคณะด้านการแพทย์นำวิธีการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานแล้ว 22 แห่ง เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ 20 แห่ง เอกชน 2 แห่ง มีนักศึกษาประมาณ 1,500 คน/ปี
“การเรียนรูปแบบดังกล่าว ช่วยให้นักศึกษาแพทย์ได้เผชิญปัญหาด้านการแพทย์ในโลกแห่งความจริง ได้ฝึกทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นและทักษะการสื่อสารด้วย”
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่อาจกระทบต่อคุณภาพการเรียนแบบดังกล่าวทั้งหมด 8 ด้าน ได้แก่ 1.พฤติกรรมการเรียนของผู้เรียน 2.บทบาทของครูผู้สอน 3.คุณภาพของสถานการณ์หรือปัญหา 4.การบริหารจัดการและความเป็นผู้นำ 5.เนื้อหาและบริบทที่เกี่ยวข้อง 6.ทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกในการศึกษา 7.การประเมินการเรียนของผู้เรียน และ 8.จำนวนผู้เรียน แต่ละสถาบันต้องแก้ปัญหาต่อไป







