
รู้ข้อมูลพื้นฐานของหุ้น จะไม่วุ่นยามหุ้นร้อน
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดเสวนาในหัวข้อ “รู้ข้อมูลพื้นฐานของหุ้น จะไม่วุ่นยามหุ้นร้อน” ความรู้นักลงทุนโดย 2 นักวิเคราะห์ชื่อดัง ถึงประเด็นร้อนๆ เกี่ยวกับวิธีลงทุนหุ้นร้อนเก็งกำไร
“กวี ชูกิจเกษม” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ให้นิยามของหุ้นร้อนแรงว่าคือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งที่ขึ้นและลงผิดปกติ มีมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นปกติ มีข่าวที่เกี่ยวข้องเข้าส่งผลต่อราคาหุ้นอย่างผิดปกติ โดยส่วนใหญ่จะเกิดกับหุ้นที่อยู่นอกกลุ่ม SET50 ประกอบกับปัจจุบันมีเครื่องมือที่ช่วยปล่อยข่าวลือได้อย่างรวดเร็วอย่างไลน์มาช่วย
“หุ้นร้อนจะบอกว่าเป็นหุ้นมีพื้นฐานหรือไม่มีพื้นฐานไม่ได้ แต่เป็นหุ้นที่มีการเคลื่อนของราคาผิดปกติทั้งขาขึ้นและลง ซึ่งบางตัวราคาหุ้นสามารถขึ้นไปชนเพดานและกลับลงมาต่ำสุดภายในวันเดียว”
ทั้งนี้ สังเกตลักษณะของหุ้นร้อนนอกกลุ่ม SET50 จะพบว่ามีมูลค่าการซื้อขายผิดปกติมานาน แต่ราคายังไม่ขยับขึ้น แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสนใจสะท้อนว่ามีเจ้ามือเริ่มเข้ามาเก็บหุ้นที่ต้นทุนราคาถูก ส่งผลเครื่องมือปัจจัยเทคนิคที่ใช้จริงจะมีไม่กี่แบบ และนิยมใช้มากจะเข้ามาใช้จับเลี้ยงราคาไว้และปล่อยที่ราคาสูง โดยจะทราบว่าจุดตัดที่ราคาไหนนักวิเคราะห์จะเชียร์พร้อมกัน ขณะที่เมื่อมีข่าวปล่อยเข้ามาดันราคาหุ้นทะลุปัจจัยเทคนิค ทำให้นักลงทุนตามทันที นักลงทุนควรย้อนไปดูต้นทุนของเจ้ามือว่าอยู่ที่เท่าใด
ดังนั้น จึงแนะนำนักลงทุนที่จะซื้อหุ้นร้อนแรงว่าควรมีความรู้ด้านปัจจัยเทคนิคมาจับ ขณะที่หุ้นบางตัวอาจร้อนแรงด้วยปัจจัยพื้นฐาน แต่นักลงทุนยังไม่เข้าใจปัจจัยฐานมากพอซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น ขณะ
ที่นักวิเคราะห์จะไม่ค่อยนิยมออกบทวิเคราะห์หุ้นร้อน เพราะราคาอาจขึ้นมาจนแพง
อย่างไรก็ดี นักลงทุนที่ลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานจะไม่เล่นหุ้นร้อนแรง เพราะมูลค่าจะแพงเกินไป มีความเสี่ยงสูง ขณะที่บางตัวยังมีผลขาดทุน
คำแนะนำกรณีพิจารณาหุ้นร้อนแรงจากกระแส ให้พิจารณาถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมว่ามีโอกาสเติบโตต่อเนื่องยั่งยืนหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่กระแสแรงอยู่ในไทยถือว่าเป็นอุตสาหกรรมไม่ยั่งยืน เพราะในต่างประเทศเช่นญี่ปุ่น พบว่ามีต้นทุนที่แพงมากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาก ส่งผลให้ญี่ปุ่นมีนโยบายกลับมาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ขณะที่ในไทยมีต้นทุนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากพม่าซึ่งคุ้มค่ากว่า
นอกจากนี้ ในหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน ในต้นปี 2558 รัฐบาลจะประกาศรายชื่อ บจ.ที่ได้รับใบอนุญาต (ไลเซนส์) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มีคำแนะนำช่วงก่อนปีใหม่ให้ขายทำกำไรในหุ้นตัวที่ยังไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) แต่ประกาศมั่นใจว่าจะได้ โดยโยกไปลงทุนในหุ้นโรงไฟฟ้าที่มี PPA เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและจ่ายไฟฟ้าหนุนให้กำไรเติบโตต่อเนื่องในอนาคต ได้แก่ บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) และบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL)
“กวี” แนะเพิ่มเติมถึงการลงทุนหุ้นร้อนแรงในปี 2558 ว่า ควรจำกัดวงเงินการลงทุนหุ้นกลุ่มตามความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ รวมถึงกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ที่การขึ้นลงร้อนแรงเช่นกัน แต่อยู่บนพื้นฐานราคาอ้างอิงของหุ้นตัวแม่
ส่วนหุ้นร้อนแรงในปีหน้าคงได้เห็นกันอยู่ต่อเนื่อง ดังนั้นควรพิจารณาในพอร์ตลงทุนว่าปัจจัยพื้นฐานหุ้นตัวนั้นทำอะไร มีบทวิเคราะห์หรือไม่ หากไม่มีควรตั้งข้อสังเกตว่าเกิดจากอะไร ก่อนพิจารณาตัดสินใจลงทุน ขณะที่การดูหุ้นเทิร์นอะราวด์ของธุรกิจ ให้ดูจากสิ่งของที่มีอยู่ในมือแล้ว ไม่ใช่สิ่งของที่ยังไม่มี
“พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บล.ธนชาต กล่าวว่า หากอ้างอิงจากงานวิจัยของ ตลท. พบข้อสังเกตว่าหุ้นร้อน ประเด็น 1.จะเป็นหุ้นเล็กมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ต่ำ ส่วนใหญ่จะต่ำกว่า 200 ล้านบาท 2.ค่าอัตราราคากำไรปิดต่อกำไร (พี/อี) ช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลังจะมากกว่า 50 เท่า หรือบางตัวไม่มีพี/อี เพราะขาดทุน โดยอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างธุรกิจภายในสู่ธุรกิจใหม่
โดยเฉพาะประเด็นที่ 3 ที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้นอย่างมากคือ อยู่ในอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ ตัวอย่างปัจจุบันคือธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยหากนับจำนวนเมกะวัตต์ที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประกาศว่าจะได้รวมกันมีประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ แต่รัฐบาลประกาศให้ยื่นอนุญาตจริงมีเพียง 1,100 เมกะวัตต์
สำหรับมาตรการควบคุมหุ้นร้อนของ ตลท. จะประกาศเริ่มใช้ในปี 2558 หากหุ้นใดติดโผดังกล่าว ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าเกิดภาวะการเก็งกำไรที่สูงผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีหุ้นที่ติดแคชบาลานซ์เป็นครั้งที่ 2 ที่โดนห้ามใช้หุ้นตัวนั้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และติดแคชบาลานซ์เป็นครั้งที่ 3 จะไม่อนุญาตให้ทำการลงทุนแบบหักกลบลบหนี้ในวันเดียว (Net Settlement) ซึ่งพิสูจน์ยากว่าหุ้นแต่ละตัวมีพื้นฐานรองรับ แนะนำให้นักลงทุนต้องทำการบ้านหนักขึ้นก่อนตัดสินใจลงทุน
“แนวโน้มหุ้นร้อนแรงในปี 2558 โดยเฉพาะหุ้นตัวเล็กจะเริ่มเบาลงจากมาตรการคุมที่ออกมาของทางการ แต่ประเมินได้ยากว่าปีหน้าจะเป็นปีของหุ้นร้อนขนาดเล็กหรือไม่ แม้หุ้นขนาดใหญ่ยอมรับว่าจะเล่นยากขึ้น”
ขณะที่ปี 2558 ตัวเลขการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย จะเติบโตประมาณ 3.5-4% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน ส่วนกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปี 2558 เดิมน่าจะเติบโตได้ 15% มีแนวถูกปรับลดลงเหลือเพียงราว 10% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดหุ้นอาเซียนเช่นกัน จากผลกระทบราคาน้ำมันที่ลดต่ำกระทบต่อกำไรหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่พี/อีตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ระดับ 15 เท่า สูงกว่าตลาดหุ้นในอาเซียน ตลาดหุ้นไทยจึงไม่ใช่ทางเลือกลงทุนแรกของกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟล์ว) ในปีหน้ากระทบหุ้นขนาดใหญ่
นอกจากนี้ แนวโน้มภาพรวมการลงทุนตลาดหุ้นไทยปีหน้าจะมีความผันผวนมากกว่าปี 2557 โดยมีปัจจัยสำคัญในช่วงกลางปี 2558 น่าจะเริ่มเห็นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งมีโอกาสเกิด 1 ใน 3 ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่กระทบต่อตลาดหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ให้ผันผวน รวมถึงผลกระทบจากราคาน้ำมัน และปัญหาเศรษฐกิจในรัสเซีย







