
อินเฮาส์แบงก์ปตท. ประหยัด100 ล้าน
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
กลุ่มบริษัท ปตท. (PTT) นับว่าเป็นกลุ่มบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศที่ติดอันดับโลก ล่าสุดนิตยสารฟอร์จูนรายงานผลการจัดอันดับบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลก 500 อันดับ ประจำปี 2557 หรือฟอร์จูน โกลบอล 500 ปตท. ติดอันดับที่ 84 ด้วยรายได้ 92,556 ล้านเหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน ซึ่งมีอันดับที่ 81 ทั้งนี้ ปตท.ยังเป็นบริษัทไทยบริษัทเดียวที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในรายชื่อบริษัทขนาดใหญ่ดังกล่าว
กลุ่มบริษัทนี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ใหญ่ 1 ใน 3 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ดังนั้นการบริหารต้นทุนการเงินของ ปตท. จึงเป็นที่น่าสนใจของคนในวงการ โดยเฉพาะล่าสุดการบริหารสภาพคล่องการเงินภายในกลุ่มเอง สามารถลดต้นทุนการเงินปี 2556 ได้ถึง 100 ล้านบาท
“วิรัตน์ เอื้อนฤมิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. (PTT) ให้สัมภาษณ์ว่า ปตท.มีแผนงานการตั้งอินเฮาส์แบงก์ในกลุ่ม ปตท.จะแบ่งเป็น 3 ระดับ และเกิดขึ้นตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปี 2544
จนถึงปัจจุบันบริษัทมีการเติบโตขึ้นตามลำดับโดยรายได้เติบโตขึ้น 7 เท่า หรือมียอดขายประมาณ 3 ล้านล้านบาท/ปี และกำไรเติบโตขึ้น 4.5 เท่า หรืออยู่ที่ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท/ปี มีกระแสเงินสดเข้าและออกบริษัทถึงประมาณ 1 หมื่นล้านบาท/วัน สะท้อนว่าขนาดของบริษัทใหญ่ขึ้น
ปตท.ขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศมากขึ้นส่งผลให้ระบบการเงินภายในต้องปรับตัวรองรับ เพราะเมื่อมองไปข้างหน้าโอกาสการลงทุนต่างประเทศจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นขณะที่ระดับแรก คือบริษัทลูกเพื่อทำ Regional Treasury Centre (RTC) โดยตั้งในประเทศสิงคโปร์ประมาณ 2 ปี เพราะสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่าในไทย เพื่อใช้กำกับธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มปล่อยกู้ระหว่างกันในกลุ่มหรือต่อรองอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับสถาบันการเงินเพื่อกิจกรรม 5 หน้าที่หลัก คือ
1.บริหารสภาพคล่องในกลุ่ม 2.บริหารอัตราแลกเปลี่ยน 3.บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียน 4.บริหารบัญชีเงินฝาก สถาบันการเงิน และ 5.บริหารความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินเกิดประโยชน์สามารถเห็นการหมุนของกระแสเงินสดทั้งหมดในสิ้นวันของบริษัทลูก ปัจจุบันครอบคลุมจำนวน 10 บริษัท ใน 6-7 ประเทศ โดยในปีที่ผ่านมาหลังจัดตั้งสามารถลดดอกเบี้ยจ่ายได้ลงประมาณ 100 ล้านบาท
ระดับที่สอง คือ การทำศูนย์บริการร่วม (Shared Service Centers) เพราะปัจจุบัน ปตท.มีบริษัทลูกที่ถือหุ้นทางตรงจำนวน 45 บริษัท มีบริษัทที่ถือหุ้นผ่านบริษัทลูกอีกจำนวน 200 บริษัท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยจะเป็นขั้นตอนใช้ระบบการทำธุรกิจการเงินร่วมกันในกลุ่มต่างๆ โดยน่าจะเริ่มใช้ในปี 2559
ระดับที่สาม อินเฮาส์แบงก์คือการรวมฟังก์ชั่น บัญชีการเงินทั้งหมด ซึ่งจะทำหน้าที่ดำเนินการให้บริษัทลูกในกลุ่มทั้งหมด เพื่อดีลสถาบันการเงินน่าจะดำเนินการได้สำเร็จใน 5 ปีข้างหน้า
“ต้องการฟังก์ชั่นบัญชีการเงินเข้าไปสนับสนุนเพิ่มประสิทธิภาพของฝั่งธุรกิจที่เดินหน้าไปสนับสนุนให้ต้นทุนถูกลงและช่วยไปเลือกโครงการลงทุนรวมถึงดูความเสี่ยงถือพันธมิตรในฝั่งธุรกิจ”
ขณะที่นโยบายของ ปตท.พิจารณาปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจตามแผนงานของบริษัทอยู่ระหว่างการจัดโครงสร้างธุรกิจภายในอยู่ตลอดเวลา โดยในปี 2544 หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งสัดส่วนกำไรราว 80% มาจากธุรกิจตัวเองจาก 3 ธุรกิจหลัก คือ น้ำมัน ก๊าซ ค้าปลีกและเทรดดิ้ง ขณะที่ปัจจุบันมีสัดส่วนเหลือประมาณ 40% ส่วนที่เหลือเป็นกำไรที่รับรู้จากบริษัทลูกสะท้อนว่าโครงการกำไรและธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้ เพื่อสร้างและแสดงให้เห็นภาพมูลค่าแต่ละธุรกิจในกลุ่มของ ปตท.ทั้งหมด โดยมีแผนแยกธุรกิจโรงไฟฟ้าที่แฝงอยู่ใน ปตท.มานาน โดยตั้งและบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยน่าจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (ไอพีโอ) ในต้นไตรมาส 2 ปี 2558 ซึ่งปัจจุบันมีขนาดโรงไฟฟ้าในพอร์ตตามสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ เพราะที่ผ่านมาธุรกิจนี้ไม่เคยถูกตีมูลค่าให้นักลงทุนรับรู้และธุรกิจนี้ถูกกระจายแยกทำกันเองในกลุ่มส่งผลการบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพและความเชี่ยวชาญ พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาแผนนำบริษัท ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก (PTTRM) โดยน่าจะได้ข้อสรุปใน 3 เดือนข้างหน้า
นอกจากนี้ ยังลดภาพการผูกขาดในธุรกิจโรงกลั่นที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 5 แห่ง จากทั้งหมด 6 แห่งในประเทศ ประกอบด้วย แผนการขายหุ้นโรงกลั่นของบริษัท บางจาก (BCP) ที่ถือทั้งหมดสัดส่วน 27.22% น่าจะสรุปได้ในเร็วๆ นี้ และขายหุ้นทั้งหมดบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) ที่ถือหุ้น 36% ในช่วงการขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ในช่วงกลางหรือปลายปี 2558
นโยบายการลงทุนของบริษัทจะหวือหวามากไม่ได้ เพราะต้องมองระยะยาว 10 ปีขึ้นไป เพราะธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีมีวงจรธุรกิจการกำหนดว่าช่วงไหนเป็นขาขึ้นขาลงทำได้ยาก เช่น ธุรกิจปิโตรเคมีช่วงวงจรธุรกิจจะมีช่วงสูงสุดประมาณ 7 ปี แต่ตอนนี้วงจรสูงสุดเริ่มนานขึ้น ดังนั้นต้องเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจ การลงทุนต้องมีเวลาและเงินลงทุนที่เยอะ ซึ่งปกติธุรกิจหลักของ ปตท.มี 3 ธุรกิจหลัก คือ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและปิโตรเคมี ส่วนที่เหลือเป็นของบริษัทลูกที่บริษัทถือหุ้น
ขณะที่บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินธุรกิจได้ประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท/ปี เป็นแหล่งเงินรองรับการลงทุน ปัจจุบันบริษัทมีหนี้ประมาณ 2.9 แสนล้านบาท เป็นหนี้สกุลเหรียญสหรัฐ 60% เป็นสกุลเงินบาท อายุเฉลี่ย 6-7 ปี โดยมีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) เพียง 0.3-0.4 เท่าถือว่าต่ำ เพราะระดับที่เหมาะสมอยู่ที่ 1 เท่า อัตราหนี้สินต่ออัตรากำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย 1 เท่า จากระดับเหมาะสมที่ 2 เท่า
ด้านพลังงานฐานทุนของบริษัทจะมาจากแหล่งการออกหุ้นกู้สัดส่วนประมาณ 80% ของแหล่งเงินทุนทั้งหมดถือเป็นแหล่งเงินที่มีความมั่นคงสูง ต้นทุนการเงินต่ำและมีอายุการกู้ที่ยาว โดยนักลงทุนส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนระยะยาว ขณะที่เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินจะมีความเสี่ยงสูงกว่า หากเกิดกรณีสถาบันการเงินเกิดปัญหาสภาพคล่อง ซึ่ง ปตท.เป็นลูกค้าชั้นดีที่สถาบันการเงินพร้อมปล่อยเงินกู้ให้ ขณะที่การออกหุ้นกู้ของบริษัททั้งในและต่างประเทศจะได้ต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการกู้จากสถาบันการเงิน เพราะ PTT มีอันดับความน่าเชื่อถือเท่าประเทศ โดยนโยบายในช่วง 5 ปีข้างหน้าแหล่งการออกหุ้นกู้จะยังเป็นแหล่งเงินทุนหลักของบริษัทสัดส่วนประมาณ 70-80% ขณะที่เงินกู้ของสถาบันการเงินจะเป็นส่วนเสริมสำหรับการใช้ลงทุนในลักษณะสินเชื่อโครงการ







