
SSEกวาดโรงพิมพ์ตะวันออก43%ตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นจากรายย่อย2บาท
โพสต์ทูเดย์
— SSE ซื้อหุ้นโรงพิมพ์ตะวันออกล็อตโต 43% ลงตัว เคาะซื้อขาย 2 บาท/หุ้น ตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นจากรายย่อยนายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอส. แพ็ค แอนด์ พริ้นท์ (SPACK) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทวันที่ 11 มิ.ย. 2553 มีวาระเรื่องบริษัท ซันไซน์ คอร์เปอเรชั่น (SSE) ขอเสนอซื้อหุ้น บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก (EPCO) จากผู้ถือหุ้นใหญ่ 2 ราย รวมจำนวน 204.58 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 43% ที่ราคา 2 บาทต่อหุ้น
ทั้งนี้ ทาง SSE จะซื้อหุ้น EPCO จากบริษัท เอส.แพ็คฯ จำนวน 126.67 ล้านหุ้น หรือ 24.58% ของทุนชำระแล้ว และ SOMERS (U.K.) LIMITED จำนวน 76.30 หุ้น คิดเป็น 14.81%
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ SPACK จะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเพื่อขออนุมัติการขายหุ้นครั้งนี้ ขณะที่ฝ่ายผู้ซื้อคือ SSE ก็ต้องนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยเช่นกัน หากได้รับความเห็นชอบก็จะดำเนินการทันที และทาง SSE ก็จะต้องทำคำเสนอซื้อหุ้น EPCO (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) ด้วย เพราะเป็นการเข้าซื้อหุ้นเกิน 25% ของทุนชำระแล้ว
วันที่ 11 มิ.ย. ราคาหุ้น EPCO ปิดที่ 1.88 บาท และ SPACK ปิดที่ 3.80 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง
ด้านการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นเกือบทุกตลาด เฉลี่ย 1% ส่วนตลาดหุ้นไทยบวกแค่ 1.39 จุด ที่ระดับ 769.55 จุดเท่านั้น ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายปานกลาง 19,695 ล้านบาท แม้ว่านักลงทุนต่างชาติได้กลับมาซื้อ 346 ล้านบาท และสถาบันช้อน 493 ล้านบาท แต่รายย่อยขายหนักถึง 731 ล้านบาท
มาร์เก็ตติง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคและดัชนีดาวโจนส์พุ่งแรง 2.76% หรือ 273.28 จุด ปิดที่ระดับ 10,172.53 จุด ท่ามกลางราคาน้ำมันทะยานเหนือ 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
“
หุ้นใหญ่เคลื่อนไหวผิดปกติ กลุ่มพลังงานน่าจะบวกได้ แต่หลายบริษัทก็ปิดติดลบ และกลุ่มธนาคารก็ขึ้นได้เล็กน้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนหันไปเก็งกำไรหุ้นตัวเล็กและใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นหรือวอร์แรนต์ทำให้ราคาหุ้นเหล่านั้นปรับตัวขึ้นแรงแต่ไม่ค่อยมีผลต่อดัชนีหุ้นมากนัก ซึ่งคาดว่าแนวโน้มในสัปดาห์หน้าตลาดก็จะเคลื่อนไหวลักษณะนี้ต่อไป” มาร์เก็ตติง กล่าวบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จัดอันดับเครดิตภายในประเทศ ระยะยาวหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันไม่ด้อยสิทธิของบริษัท ไทยออยล์ (TOP) มูลค่า 3,000 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2565 ที่ขายให้กับกลุ่มผู้ลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงที่ระดับ
“AA”ปัจจุบันอันดับเครดิตของไทยออยล์อยู่ที่
“AA”/“F1+”/ แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบสำหรับเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้นี้นำไปใช้เป็นเงินหมุนเวียน ชำระคืนเงินกู้เดิม และเป็นเงินลงทุน







