
พันธบัตรไทยเข้มแข็งกร่อย
ออกสตาร์ตวันแรก พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง วงเงิน 1 แสนล้านบาท กลับกร่อยสนิท ไม่ว่าจะเป็นช่วงของผู้สูงอายุที่ให้เปิดจองได้ก่อน หรือช่วงประชาชนทั่วไป ทำให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เล็งยืดระยะเวลาการขายออกไปอีกหากจำหน่ายไม่หมดภายในวันที่ 14 มิ.ย. เพราะตั้งแต่เปิดขาย 711 มิ.ย. ยอดจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 7.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 70% ของวงเงินพันธบัตรทั้งหมด 1 แสนล้านบาท คิดเป็นจำนวนผู้ที่จองซื้อกว่า 9.66 หมื่นราย
ทั้งนี้ คาดว่าในช่วงหลังปิดการจำหน่ายในวันที่ 14 มิ.ย. จะมีการสรุปยอด โดยหากพบว่าสถาบันการเงินใดจำหน่ายพันธบัตรหมดแล้ว ก็จะเอาโควตาพันธบัตรของสถาบันการเงินอื่นที่ยังเหลืออยู่เกลี่ยมาให้กับสถาบันการเงินที่ขายพันธบัตรหมดแล้วช่วยดันยอด
ล่าสุด มี 3 ธนาคารที่ขายพันธบัตรในโควตาหมดแล้ว ได้แก่ ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารธนชาต และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ส่วนที่ธนาคารออมสินยังเหลือพันธบัตรอยู่อีก 46% จากทั้งหมด 7,800 ล้านบาท ซึ่งทางธนาคารออมสินยืนยันว่าจะขายได้ทั้งหมด ด้านธนาคารกรุงเทพเหลืออีก 6,000 ล้านบาท จากทั้งหมด 2 หมื่นล้านบาท ธนาคารกรุงไทยและธนาคารไทยพาณิชย์เหลืออีกประมาณ 4,0005,000 ล้านบาท หรืออีกประมาณ 30% เท่าๆ กัน ขณะที่ธนาคาร กสิกรไทยเหลือวงเงินน้อยที่สุดเพียง 2,000 ล้านบาท
ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้เสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิแก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไป จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท โดยจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 722 มิ.ย. 2553 ปรากฏว่าขายเกลี้ยงใน 2 วันแรก ทำให้ธนาคารต้องนำหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่สำรองไว้อีก 8,000 ล้านบาท ออกมาจำหน่าย
เข้าสู่เทศกาลบอลโลก เป็นธรรมเนียมสถาบันการเงินต้องออกหนังสือเวียนให้พนักงานรับทราบห้ามเล่นพนัน สกัดการทุจริต เช่น ธนาคารกรุงไทยได้ส่งหนังสือเวียนถึงพนักงาน และกำชับให้หัวหน้างานคอยสังเกตผู้ใต้บังคับบัญชา ห้ามไม่ให้มีการเล่นพนันบอลเพราะหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ก็อาจจะทุจริตเงินของธนาคารหรือลูกค้าได้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
ราคาทองคำสัปดาห์ก่อนพุ่งพรวดวันเดียว 400 บาท ใกล้ทะลุ 2 หมื่นบาท โดยทองรูปพรรณขายออกที่บาทละ 19,550 บาท ส่วนทองคำแท่งขายออกที่บาทละ 19,150 บาท จากราคาทองคำในตลาดโลกสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมีความวิตกปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปที่เริ่มลุกลามโดยนักลงทุนหันมาลงทุนในทองคำมากขึ้น เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคง
ขณะที่ปัญหาการฟ้องล้มละลายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมออกมาเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ได้รับความเดือดร้อน และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงิน รวมถึงหนี้สินเชื่อบัตรเครดิตซึ่งถูกฟ้องร้องและบังคับคดีมาก จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ 1 ชุด มีทั้งข้าราชการระดับสูงและสมาคมธนาคารไทย หลังพบสถาบันการเงินมีการคิดดอกเบี้ยผิดพลาดในอัตราที่สูงเกินกว่าสัญญา โดยขณะนี้พบว่ามีการฟ้องล้มละลายสูงถึงกว่า 3 ล้านล้านบาทแล้ว
กรมสรรพสามิต รายงานการจัดเก็บภาษีเดือน พ.ค. เดือนเดียว 3.04 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยอดจัดเก็บภาษีสุรา และภาษียาสูบกลับมียอดจัดเก็บลดลง โดยยอดยาสูบเก็บได้ 3.52 หมื่นล้านบาท และภาษีสุราจัดเก็บได้ 2.96 หมื่นล้านบาท
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมปรับเป้าเศรษฐกิจปีนี้เพิ่มใหม่จากระดับ 4.35.8% โดยอาจจะปรับกรอบบนมากกว่า 5.8% หากไม่มีปัจจัยลบใหม่ๆ เข้ามากระทบ สาเหตุที่ประเมินว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวดีกว่าที่คาดไว้เพราะมั่นใจว่าไตรมาส 2 จะโตไม่ติดลบแน่นอน แม้จะเผชิญกับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองพอสมควรก็ตาม แต่ภาคการส่งออกขยายตัวได้ในระดับสูงต่อเนื่อง
การเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (711 มิ.ย.) ยังคงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาหนี้ของประเทศในยุโรป ประกอบกับภายในประเทศก็ขาดปัจจัยใหม่ๆ เข้ามากระตุ้น ดัชนีหุ้นไทยปิดลบในช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงขายนำในหุ้นกลุ่มพลังงาน และธนาคาร ขณะที่ความวิตกต่อปัญหาหนี้ของประเทศในยุโรปยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทย ทำให้เงินลงทุนของต่างชาติได้ออกจากตลาดหุ้นเพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ
อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องหลังจากนั้น โดยดัชนีปิดบวกเล็กน้อยในช่วงกลางสัปดาห์ จากแรงซื้อนำในหุ้นกลุ่มธนาคาร ก่อนจะปิดปรับตัวขึ้นต่อในวันพฤหัสบดี หลังเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ในแดนบวกสลับกับแดนลบ โดยแรงซื้อในหุ้นกลุ่มธนาคาร พลังงาน และปิโตรเคมี ช่วยหนุนให้ดัชนีปิดในแดนบวกได้ ส่วนในช่วงท้ายสัปดาห์ ดัชนีปิดปรับตัวขึ้นอีก ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังได้รับแรงหนุนจากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจจีนและอินเดียที่แข็งแกร่ง
ดัชนีหุ้นวันที่ 11 มิ.ย. ปิดตลาดที่ระดับ 765.55 จุด เพิ่มขึ้น 1.39 จุด หรือ 0.18% มูลค่าการซื้อขาย 19,695 ล้านบาท
ซิตี้กรุ๊ปได้แนะนำให้ซื้อหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภค ทั้ง ธนาคารกรุงเทพ(BBL)ธนาคารไทยพาณิชย์(SCB)และธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY)เพราะเชื่อว่ายังมีโอกาสเติบโตสูง แม้ว่าการแข่งขันรุนแรงแต่ไม่ส่งผลกระทบต่อราคา โดยมีการจัดการที่ดี







