
ขุมทรัพย์เหมืองแร่ ‘ประชาชนได้อะไร...ต้องชัด’
แม้ว่าการเร่งเคลียร์ใบอาชญาบัตรและประทานบัตรเหมืองแร่ที่ค้างท่อนับร้อยใบจะเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้นำสินแร่ใต้ผืนดินมาสร้างความมั่งคั่งให้เศรษฐกิจไทย สุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดี กพร. ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” ถึงทิศทางการพัฒนาสินแร่ ดังนี้
แม้ว่าการเร่งเคลียร์ใบอาชญาบัตรและประทานบัตรเหมืองแร่ที่ค้างท่อนับร้อยใบจะเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้นำสินแร่ใต้
ผืนดินมาสร้างความมั่งคั่งให้เศรษฐกิจไทย สุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดี กพร. ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” ถึงทิศทางการพัฒนาสินแร่ ดังนี้
รัฐบาลเดินหน้าหาแหล่งแร่ชัดเจน
สุรพงษ์ ระบุว่า รัฐบาลชุดนี้นโยบายชัดเจนในการสำรวจแหล่งแร่สำคัญๆ และนำมาสร้างเป็น Asset (สินทรัพย์) ให้กับประเทศ เพราะการสำรวจในอดีตจะพบว่าไทยมีแหล่งแร่ที่มีคุณภาพอยู่มาก แต่เพื่อให้มีข้อมูลแหล่งแร่ ชนิดแร่ และปริมาณของแร่ที่มีปรับปรุงให้ทันสมัย รมว.อุตสาหกรรม (จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช) ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และตอนนี้ได้อนุมัติให้เอกชนเข้ามาสำรวจแหล่งแร่ต่างๆ ทำให้อีก 1-2 ปีจากนี้ ไทยจะรู้ว่า Asset ของประเทศมีอยู่อีกเท่าไหร่ เพราะข้อมูลแร่ในปัจจุบันกว่า 70% เป็นข้อมูลในอดีต 20-30 ปีมาแล้ว
ลุยเปิดเหมืองแร่ควอตซ์-โปแตช
สุรพงษ์ ระบุว่า นโยบายที่กรมจะเดินหน้าในปี 2558 คือ การพัฒนาแร่สำคัญๆ 3 แร่ คือ แร่ควอตซ์ แร่โปแตช และแร่ทองคำ โดยในส่วนแร่ควอตซ์จะมีการผลักดันให้มีการตั้งโรงงานถลุงแร่ควอตซ์ให้เป็นโซลาร์เกรด ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ โดยปัจจุบันไทยมีแหล่งแร่ควอตซ์มากใน จ.กาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี มีปริมาณสำรองอยู่กว่า 100 ล้านตัน มูลค่าแร่ดิบอยู่ที่ 1,500 บาท/ตัน หรือ 1.5 แสนล้านบาท แต่หากถลุงเป็นโซลาร์เกรดจะอยู่ที่่ 1 ล้านบาท/ตัน
ถัดมาคือ แร่โปแตช ซึ่งขณะนี้เดินหน้ามาไกลและไม่ต้องมีการสำรวจเพิ่มเติมแล้ว โดยปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณสำรองแร่โปแตช 4 แสนล้านตัน ซึ่งการขุดขึ้นมาใช้เพียง 30% ของปริมาณแร่ทั้งหมด โดยราคาอยู่ที่ 400 เหรียญสหรัฐ/ตัน มูลค่าจะสูงถึง 200 ล้านล้านบาท หรือจัดทำงบประมาณที่ระดับ 2 ล้านล้านบาทได้ถึง 100 ปี
“ถ้ามองในแง่คุณภาพถือว่าทั่วโลกรู้จักอุดรฯ โปรเจกต์กันทั้งนั้น หากไทยสามารถขุดแร่โปแตชมาใช้จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางแร่โปแตชของเอเชียได้เลย เพราะปัจจุบันเอเชียต้องการใช้โปแตช 17 ล้านตัน/ปี แต่ผลิตได้ 5 ล้านตัน/ปี จากแหล่งขนาดเล็ก ที่เหลือ 12 ล้านตัน จะเป็นโอกาสของเรา”
สุรพงษ์ ระบุว่า โครงการเหมืองแร่โปแตชที่จะเริ่มได้ก่อนที่อื่น เพราะผ่านขั้นตอนสำคัญหมดแล้วทั้งการรับฟังความคิดเห็น การศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ผู้ว่าราชการจังหวัดเซ็นเรื่องมาแล้ว และรอให้ กพร.อนุมัติอยู่ คือ เหมืองแร่โปแตชที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นโครงการของบริษัทเหมืองโปแตชอาเซียน ที่มูลค่าแร่ตลอดโครงการ 25 ปี อยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท
สำหรับแร่ตัวที่ 3 คือ ทองคำ ซึ่งจากข้อมูลสำรวจที่มีอยู่พบว่าปริมาณสำรองทั่วประเทศขณะนี้มีอยู่ 800 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันกว่า 9.6 แสนล้านบาท แต่มีศักยภาพที่จะทำเหมืองได้ประมาณ 170 ตัน เนื่องจากการอนุญาตทำเหมืองทองคำมีปัญหาร้องเรียนมาก คสช.จึงสั่งให้หยุดการอนุญาตไว้ก่อน ให้ทำนโยบายให้ชัดเจนก่อน ซึ่งคาดว่านโยบายใหม่จะประกาศได้ภายในปี 2558
แหล่งแร่มีศักยภาพแต่เปิดเหมืองไม่ง่าย
อธิบดี กพร. กล่าวว่า แม้จะพบแหล่งแร่ที่มีศักยภาพอยู่มาก แต่การจะนำสินในดินต่างๆ เหล่านั้นขึ้นมาใช้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะประเด็นใหญ่ที่ทำให้เหมืองจำนวนมากไม่สามารถเปิดได้ คือ เรื่องมวลชน เพราะแม้ว่าเทคนิคการทำเหมืองของไทยถือว่าไม่แพ้ใครในอาเซียน แต พ.ร.บ.แร่ฉบับปัจจุบันและที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ ให้ความสำคัญในการดูแลไม่ให้เกิดการทิ้งมลพิษที่สร้าง
ผลกระทบให้ชุมชน ที่สำคัญกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ถ้าชาวบ้านไม่เห็นด้วยก็เปิดเหมืองไม่ได้
“กระบวนการขอทำเหมืองของไทยมีความซับซ้อน และต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม รวมทั้งสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น เช่น มีการกำหนดเงื่อนไขว่า ผู้ขออนุญาตต้องจัดงบประมาณให้ประชาชนในพื้นที่ไปจ้างที่ปรึกษาที่เป็นคนกลางมาศึกษาผลกระทบจากการทำเหมือง โดยหากเปิดเหมืองไปแล้ว แต่เหมืองสร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และไม่มีการแก้ไข ก็ต้องปิดเหมืองไป ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ บริษัท ทุ่งคำ ที่ได้สัมปทานเหมืองทองคำที่” จ.เลย แต่ทำธุรกิจต่อไปไม่ได้ เพราะชาวบ้านไม่ยอม หรือเหมืองทองของบริษัท อัคราฯ ที่มีชาวบ้านร้องเรียนมาให้แก้ไข และกรมได้มีคำสั่งเตือนไปแล้ว 1 ครั้ง ถ้าเตือนครั้งที่ 2 ยังไม่ทำอะไร สุดท้ายจะต้องยึดประทานบัตร”
พัฒนาแร่ได้ประชาชนต้องมีความรู้
สำหรับกระแสคัดค้านจากชาวบ้านเจ้าของพื้นที่ที่จะเปิดเหมืองนั้น สุรพงษ์ กล่าวว่า หากมีการสำรวจพบพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะทำเหมืองได้ คำถามคือจะเก็บหรืออนุรักษ์อย่างไร เพราะเมืองกำลังขยายออกไปเรื่อยๆ และปัจจุบันแร่บางประเภทก็เสียโอกาสที่จะนำขึ้นมาใช้ เพราะเมืองขยายเข้าไปทับพื้นที่ ดังนั้นการจัดลำดับความสำคัญการพัฒนาทรัพยากรที่สำคัญเพื่อไม่ให้ไทยเสียโอกาส จะต้องทำให้ทุกฝ่ายมีความรู้ โดยเฉพาะประชาชนเจ้าของพื้นที่ เช่น เมืองเพิร์ท ออสเตรเลีย รัฐบาลประกาศว่าจะนำทรัพยากรขึ้นมาใช้ตลอด 20 ปี จะนำรายได้จากการขุดแร่ไปพัฒนาอะไร และหลังจากปิดโครงการแล้วจะจัดการอย่างไร ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากประชาชน เพราะคนของเขามีความรู้
“การทำเหมืองมันกระทบคนเยอะ นโยบายจึงต้องแข็ง และบอกเลยว่าจะทำอะไร อย่างไร เมื่อเอาแร่ขึ้นมาแล้ว ประชาชนได้อะไร อันนี้ต้องชัด”
ผลตอบแทนที่มากกว่าค่าภาคหลวง
ส่วนประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมาก คือ ประเทศไทยได้อะไรจากการให้นักลงทุนมาทำเหมืองแร่ ซึ่งอธิบดี กพร. อธิบายว่า แม้ว่ากรมจะจัดเก็บได้ค่าภาคหลวงแร่ 3,000 ล้านบาท/ปี แต่ไม่อยากให้มองเฉพาะค่าภาคหลวง แต่การทำเหมืองให้ผลทางอ้อม คือ การเกิดโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาของพื้นที่รอบเหมือง โดยเฉพาะกรณีเหมืองโปแตชจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมกรด-ด่างตามมาทันที และมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปถึงการเป็นเคมิคอลคอมเพล็กซ์มูลค่าไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท
“คำถามส่วนใหญ่ที่เจอ คือ ขายแร่ได้มากมาย ทำไมจ่ายค่าภาคหลวงน้อย แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่าการลงทุนทำเหมืองมีต้นทุนสูง ต้นทุนสำรวจอย่างน้อยๆ 20 ล้านบาทขึ้นไป และโอกาสเจอก็ยาก หากเจอก็ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องจักร จ่ายค่าภาคหลวง และสุดท้ายหากชาวบ้านคัดค้านโครงการก็จบ ซึ่งนักลงทุนมีความเสี่ยงสูง”
ตั้งบริษัทเหมืองแห่งชาติทำได้ยาก
อย่างไรก็ตาม การจะหาแนวทางที่จะทำให้การทำเหมืองให้ผลประโยชน์แก่รัฐมากที่สุดนั้น สุรพงษ์ ให้ความเห็นว่า การจัดตั้งบริษัทแห่งชาติมาทำเหมืองคงลำบาก คุยกันอีก 5 ปีก็ไม่เสร็จ และแนวคิดนี้ก็เคยมีมาแล้วกับบริษัทโปแตชอาเซียนที่ไทยถือหุ้น 71% ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนถือ 21% ขณะนี้ผ่านมา 30 ปีแล้วก็ยังเดินหน้าไม่ได้ ส่วนแนวทางจัดการผลประโยชน์จากแร่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะปรับปรุงหรือไม่
“ยังถกเถียงกันอยู่ ซึ่งเป็นไปได้หลายทาง อาจจะเก็บค่าภาคหลวง หรือใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ (Profit Sharing) หรือแบ่งปันผลประโยชน์จากกำไร (Net Profit Sharing) ส่วนวิธีไหนจะดีสุดอยู่ที่ฝ่ายนโยบาย อย่างลาวเขาใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ถ้าไทยจะเอาใช้บ้าง ถามว่าผู้ลงทุนอยากลงทุนไหม แต่จะสังเกตได้ว่าประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่ค่อยมองเรื่องนี้ แต่เขามองว่าเมื่อได้แร่ขึ้นมา มันมีอุตสาห
กรรมต่อเนื่องอะไรตามมา” สุรพงษ์ ทิ้งท้าย







