
มุมมองกลุ่มค้าปลีก ปี 2558
เรายังคงน้ำหนัก Neutral (เท่ากับตลาด) แม้กำไรของกลุ่มค้าปลีกจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา
เรายังคงน้ำหนัก Neutral (เท่ากับตลาด) แม้กำไรของกลุ่มค้าปลีกจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา แต่การฟื้นตัวต้องใช้เวลาเพราะกำลังซื้อยังอ่อนแอ แม้หนี้ครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอแต่ถือว่ายังอยู่ในระดับสูง กระทบกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำ และเกษตรกรซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 37% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่ราคาพืชผลเกษตรมีแนวโน้มตกต่ำต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ของเราปรับลดประมาณการกำไรของกลุ่มในปี 2557 เป็น -1% เทียบกับช่วงต้นปีที่เรามอง +13% และคาดกำไรปี 2558 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 26% จากฐานต่ำในปีนี้ เราเลือก CPALL (ราคาพื้นฐานปีหน้า 55 บาท) เป็นหุ้นเด่นเพียงตัวเดียวในกลุ่ม เพราะได้รับผลกระทบจำกัดจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ และคาดกำไรโตสูง 28% เพราะไม่มีดีล MAKRO กดดัน และราคาหุ้นยัง underperform ดัชนีตลาดอยู่มาก
การบริโภคเริ่มฟื้นในไตรมาส 3/2557 จากกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง
ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนล่าสุดในไตรมาส 3/2557 ฟื้นตัวเป็นไตรมาส 2 ติดต่อกัน โดยเป็นการฟื้นตัวในกลุ่มสินค้าไม่คงทนอย่างอาหาร เครื่องดื่ม ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำในปีก่อนและมาจากกลุ่ม
คนที่มีรายได้ระดับกลางถึงสูง เรายังคาดเห็นการฟื้นตัวในระยะถัดไปไม่ตื่นเต้นมากนัก เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่สกัดกั้นการปรับขึ้นของการบริโภคในประเทศ
แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรยังไม่สดใส
เรายังมีมุมมองเป็นกลางต่อแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรในระยะถัดไป โดยเชื่อว่าราคายังไม่สดใสนัก แม้การปรับลงของราคาค่อนข้างจำกัดเพราะปรับลงมามากแล้ว แต่การปรับขึ้นอาจทำได้ไม่มากด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงไม่สดใส ทั้ง Supply ที่ค่อนข้างมากทำจุดสูงสุดใหม่ ในขณะที่ Demand ยังอ่อนแอตามเศรษฐกิจของหลายประเทศ
คู่ค้าที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน
กำลังซื้อของกลุ่มที่มีรายได้กลางถึงล่างและเกษตรกรยังอ่อนแอ
กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่สดใส เพราะยังต้องเผชิญกับภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูงด้วยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่พุ่งสู่ระดับ 81.9% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ กลุ่มที่มีรายได้ปานกลางถึงล่างและเกษตรกร ซึ่งมีสัดส่วนมากถึง 37% ของประชากรทั้งประเทศ โดยช่วงปี 2552-2556 เกษตรกรมีหนี้สินต่อครัวเรือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 11% สูงกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นเพียง 6.6% ส่งผลให้เกษตรกรมีสัดส่วนหนี้สินมากกว่ารายได้เป็น 1.2-1.4 เท่า ในปี 2555-2556 สูงขึ้นจาก 1 เท่าในปี 2552-2554 สอดคล้องกับตัวเลขอัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิม (Same Store Sales Growth : SSSG) ที่ติดลบต่อเนื่องของบริษัทที่มีฐานลูกค้าหลักคือกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงล่าง และมีสาขาอยู่ในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ เช่น GLOBAL และ ROBINS ในขณะที่ HMPRO และ MAKRO ยังมี SSSG เป็นบวกได้อย่างต่อเนื่อง เพราะมีฐานลูกค้าอยู่ในระดับกลางถึงบน ทำให้ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อชะลอตัวต่ำกว่า ในขณะที่การลดภาระหนี้ของเกษตรกรทำได้ค่อนข้างยากภายใต้สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ดังนั้นเราจึงประเมินภาพกำลังซื้อในปีหน้าจะยังไม่สดใสนัก
คาดผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 3/2557 แต่การฟื้นตัวยังไม่สดใส
ด้วยผลประกอบการของกลุ่มค้าปลีกที่น่าผิดหวังในช่วง 9 เดือนแรก นำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2557 เป็นหดตัว 1% จากปีก่อน เทียบกับตอนต้นปีที่เราคาดการณ์ไว้เติบโตราว 13% ถือเป็นกำไรที่ปรับลงเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีนับตั้งแต่ปี 2548 จึงไม่น่าแปลกใจที่ราคาหุ้นกลุ่มค้าปลีก underperform ดัชนีตลาด แม้เราจะคาดว่ากำไรสุทธิจะกลับมาเติบโต 26% ในปี 2558 แต่เป็นเพราะเทียบกับฐานต่ำในปีนี้ เราจึงไม่ได้ชอบกลุ่มนี้มากนักสำหรับการลงทุนในปีหน้า มีเพียง CPALL ตัวเดียวที่เลือกเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม เพราะเป็นบริษัทที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากกำลังซื้ออ่อนแอ และคาดว่ากำไรสุทธิจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง เพราะจะไม่มีค่าใช้จ่ายจากดีลซื้อ MAKRO จำนวนมากเหมือนในปี 2556-2557 ประกอบกับฐานราคาหุ้นยังต่ำโดยปรับลดลง 6% จากต้นปีทำให้มีส่วนต่างจากราคาพื้นฐานของเราที่ 55 บาทมากกว่าหุ้นตัวอื่นในกลุ่ม







