
อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ วัดฝีมือโรงไฟฟ้าลมกลางปีหน้า
บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ (IFEC) ภายใต้การนำของ นพ.วิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการ ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ที่เข้ามาถือหุ้นกว่า 30% และเข้ามาบริหารงานได้เปลี่ยนธุรกิจจากจำหน่ายและให้เช่าเครื่องถ่ายเอกสารเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน โดยมีโรงไฟฟ้าพลังงานลมเป็นธงหลัก
บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ (IFEC) ภายใต้การนำของ นพ.วิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการ ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ที่เข้ามาถือหุ้นกว่า 30% และเข้ามาบริหารงานได้เปลี่ยนธุรกิจจากจำหน่ายและให้เช่าเครื่องถ่ายเอกสารเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน โดยมีโรงไฟฟ้าพลังงานลมเป็นธงหลัก
นพ.วิชัย ยืนยันว่า โรงไฟฟ้าพลังงานลมจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในปีหน้าเป็นต้นไป โดยเฉพาะไตรมาส 2 ที่โรงไฟฟ้าพลังงานลม 10 เมกะวัตต์ ที่บริษัทพัฒนาเองมีกำหนดแล้วเสร็จ จะชี้วัดความสามารถของบริษัทนี้
เขาให้ข้อมูลว่า ปีนี้ธุรกิจด้านพลังงานลมยังไม่มีความชัดเจนเพราะอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่คาดว่าจะมีกำไรเล็กน้อยจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 145 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล 37.5 เมกะวัตต์ แต่จะมีกำไรมากขึ้นเท่าตัวในปี 2558 และปี 2559
นพ.วิชัย กล่าวว่า ไตรมาสแรกปี 2558 คาดว่าจะซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 33 เมกะวัตต์ โครงการทุ่งกังหันลมขนาดใหญ่ที่สุดบนเกาะเซจู เกาหลีใต้ ประธานกรรมการ บริษัท กรีนโกรท บริษัทย่อย IFEC (สุเมธ สุทธภักติ และ IFEC ร่วมทุนสัดส่วน 20:80%) ก่อตั้งโดยกลุ่ม HanShin Energy Company Limited ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ร่วมพัฒนาโดยสุเมธ ใช้กังหันลมขนาด 3 เมกะวัตต์ จำนวนทั้งหมด 11 ต้น ในเขตพื้นที่ซัมดอง และผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ระบบตั้งแต่ปี 2552
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวงคาดว่าจะรับรู้รายได้ 20% ก่อนจากส่วนที่โอนมาจากสุเมธ และมีโอกาสรับรู้รายได้เพิ่มหลังกำหนดสัดส่วนร่วมลงทุนช่วงปลายเดือน มี.ค.
นอกจากนั้น ยังมีโอกาสรับรู้รายได้การลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาด 100 เมกะวัตต์ ที่จะเริ่มขายไฟในปี 2552 ที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนในโครงการสูงกว่า 30% สูงกว่าการลงทุนในไทยมาก (ค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มเกาหลีใต้ 9 บาทขึ้นไป และสัญญาเฉลี่ย 15 ปี)
บริษัท กรีนโกรท ได้เซ็นข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) พัฒนาโครงการทุ่งกังหันลมนอกชายฝั่ง 100 เมกะวัตต์ กับบริษัท โดอาม เอ็นจิเนียริง เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยโดอามได้สิทธิวัดเสาตั้งลมและเซ็นกับกรีนโกรทให้เข้าไปพัฒนาโครงการ
สุเมธ กล่าวว่า จะนำโครงการเกาหลีกลับบ้าน
IFEC จะร่วมมือกับกลุ่มแอลจี ในการทำตลาด ระบบบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงในอาคาร โดยจะมีการแต่งตั้งให้ IFEC เป็นตัวแทนในประเทศไทย
นพ.วิชัย คาดว่าไตรมาส 2 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 10 เมกะวัตต์ ที่ปากพนัง นครศรีธรรมราช จะแล้วเสร็จและเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ ที่จะช่วยลดความกังวลของตลาดในส่วนของความเป็นไปได้ในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมอื่น เพราะเป็นโครงการแรกที่ IFEC พัฒนาเอง
หลังจากนั้นกลางปีหน้าคาดว่าจะได้สัญญาขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 20 เมกะวัตต์ ที่กัมพูชา เป็นการเพิ่มขนาดสัญญาขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จาก 15 เมกะวัตต์ ที่อัตรา 9-10 บาท ซึ่งยังมีโครงการที่จะพัฒนาต่อในกัมพูชาอีกมากกว่า 80 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ การลงทุนโรงไฟฟ้าต่างประเทศที่เกาหลีใต้ บริษัทจะได้รับเงินสนับสนุนทั้งจาก Shinhan Bank ที่กัมพูชา ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่ให้ดอกเบี้ยถูกมากเฉลี่ย 0-2% ถูกกว่าสินเชื่อโครงการทั่วไปในประเทศที่ 5-7% โดยผู้สนับสนุนการเงินยื่นข้อเสนอสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) 8-9 เท่า และให้กู้ถึง 90%
ขณะนี้ภาครัฐต้องการจัดระเบียบสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (พีพีเอ) ใหม่ และกำหนดค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าให้เหมาะสม ก่อนจะออกแผนฉบับใหม่ต้นปีหน้า โดยจะเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานลมจาก 1,800
เมกะวัตต์ เป็น 3,500 เมกะวัตต์ และจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนอื่น เช่น โรงไฟฟ้าขยะ
วิกิจ เชื่อว่า IFEC จะเป็นบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการปรับแผนผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่มากที่สุดในหุ้นกลุ่มไฟฟ้าทดแทน
ทั้งนี้ นพ.วิชัย กล่าวว่า ยังมีโครงการลมโครงการละ 90 เมกะวัตต์ รอการพัฒนาภายในปี 2559 โดยโครงการแรก 90 เมกะวัตต์ ที่ ต.เกาะใหญ่ จ.สงขลา ที่ศึกษาทิศทางลมมากว่า 3 ปี ที่ได้หนังสือแสดงเจตจํานงให้ดําเนินการก่อสร้าง (แอลโอไอ) เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์และทดสอบชั้นดิน หลังจากนั้นจะใช้เวลาก่อสร้าง 11 เดือน คาดเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ไตรมาสแรกถึงไตรมาส 2 ปี 2559
นอกจากนี้ จากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ออกระเบียบรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตด้วยพลังงานทดแทนในอัตราพิเศษ (FID) ภายในเดือน ม.ค. 2558
ดุลเดช บิค นักวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ มองว่า จะส่งผลบวกต่อบริษัทในการยื่นข้อเสนอขอขายไฟฟ้าพีพีเอเร็วขึ้น
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 90 เมกะวัตต์ ที่ยะลา คาดว่าจะชัดเจนในไตรมาสแรกปี 2558 ที่จะเป็นกุญแจสำคัญต่อผลการดำเนินงาน เพราะตั้งอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทำให้ส่วนสนับสนุนรับซื้อค่าไฟฟ้าจากภาครัฐสูงกว่าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเขตพื้นที่อื่น 1.5 บาท/หน่วย ได้มีการตั้งเสาวัดลมได้ 3 ปีแล้ว กำลังลมชัดเจน และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว
จรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ปรับปรุงราคาเหมาะสมขึ้นจาก 11.40 บาท เป็น 17.50 บาท จากการเพิ่มขนาดสัญญาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ประเทศกัมพูชาขึ้น ส่งผลให้ราคาเหมาะสมเพิ่มขึ้น +0.32 บาท/หุ้น เพิ่มโครงการพลังงานลมใหม่แห่งที่ 3 ขนาด 90 เมกะวัตต์ ที่ จ.ยะลา เข้าไป หลังวิชัย ยืนยันว่า จะเริ่มก่อสร้างในปี 2558 ส่งผลให้ราคาเหมาะสมเพิ่มขึ้น +5.82 บาท/หุ้น ทำให้ราคาเหมาะสมใหม่แบบเต็มมูลค่าเพิ่มขึ้น 54% เป็น 17.50 บาท/หุ้น สะท้อนเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 11.2 เท่า ในปี 2560 เมื่อโครงการทั้งหมดเสร็จสิ้นแม้ราคาเหมาะสมใหม่จะยังไม่ได้รวมโรงไฟฟ้าจากประเทศเกาหลีอีก 3 บาท
บล.เมย์แบงก์ เพิ่มน้ำหนักจากซื้อเก็งกำไรเป็น “ซื้อ” ความเสี่ยง หากการพัฒนาโครงการล่าช้าไม่มีกำหนด หรือมีการยกเลิกราคาเหมาะสมจะถูกทอนลง
ด้าน อิทธิพงศ์ แสงทับทิม นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ยังคงให้ราคาเป้าหมายที่ 12.80 บาท หลังจากรวมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ยะลา 90 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่กัมพูชา ราคาในอนาคตอาจจะเพิ่มเป็น 16.90 บาท
ขณะที่ ดุลเดช ให้ราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 16 บาท จาก 8.97 บาท จากทิศทางและแผนธุรกิจที่ชัดเจนและพัฒนามากขึ้นในปี 2558 ที่คาดว่าการผลิตไฟฟ้าพลังงานทางเลือกทั้งหมด 60 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 240 เมกะวัตต์ ภายในปี 2559 โดยมีพลังงานลมผลักดัน
วิกิจ ให้ราคาเป้าหมาย 17 บาท แต่มีโอกาสราคาขึ้นเป็น 20-25 บาท จากต้นทุนการเงินที่ถูกลงจากการเข้าซื้อกิจการและผลตอบแทนจากการลงทุนโครงการต่างประเทศที่ดีกว่าคาด ทั้งนี้คาดว่าไตรมาสแรกปี 2558 บริษัทจะมีรายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ปัจจุบัน 12 เมกะวัตต์ บวกกับการซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มอีก 18 เมกะวัตต์ ที่คาดว่าจะรับรู้ทันทีที่ซื้อและรายได้จากการบริการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าลมในโครงการพระราชดำริปีละ 10 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม IFEC ต้องพิสูจน์ให้เห็นก้าวแรกก่อนว่าโรงไฟฟ้าพลังงานลมโรงแรก 10 เมกะวัตต์ สามารถแล้วเสร็จจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ตามกำหนดในไตรมาส 2 เพราะเป็นโครงการที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาเอง







