
‘ควิกโคทฯ’จัดทัพ บุกตลาดปูนซีเมนต์
แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้จะซบเซา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบทางการเมืองภายในประเทศ แต่ธุรกิจที่จับตลาดเฉพาะอย่างปูนฉาบนั้นยังคงเติบโตตามความต้องการใช้ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น
แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้จะซบเซา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบทางการเมืองภายในประเทศ แต่ธุรกิจที่จับตลาดเฉพาะอย่างปูนฉาบนั้นยังคงเติบโตตามความต้องการใช้ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น
ประภารัตน์ สิริวัฒกานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ควิกโคท โปรดักส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายปูนฉาบตราลูกดิ่ง จิงโจ้ และถ้วยทอง เปิดเผยว่า ธุรกิจปูนซิีเมนต์ที่จับตลาดเฉพาะอย่างปูนฉาบ คอนกรีตมวลเบา ปูนกาวก่ออิฐมวลเบา และปูนฉาบอิฐมอญ ยังเติบโตได้ดี โดยตลาดปูนฉาบนั้นมีมูลค่า 7,000 ล้านบาท หรือ 2.2 ล้านตัน/ปี มีผู้เล่นรายใหญ่อยู่เพียงไม่กี่ราย อาทิ ปูนฉาบตราแรงโก้ และปูนฉาบของกลุ่มสีทีโอเอ
ขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่ในตลาดปูนซีเมนต์อย่าง ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี หรือปูนซีเมนต์นครหลวง นั้นยังไม่โดดลงมาเล่นในตลาดนี้
“เราผลิตปูนฉาบอย่างเดียวมานาน 20 ปี มียอดขายเติบโตต่อเนื่องและสูงกว่าการเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ เติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 15-20% อีกทั้งมีตัวแทนจำหน่ายที่แข็งแกร่งมีดีลเลอร์กว่า 300 รายทั่วประเทศที่่ช่วยขยายธุรกิจให้เติบโต โดยเน้นขายผ่านโครงการบ้านจัดสรร 70% ที่เหลือ 30% เจาะตลาดคอนโดมิเนียม นอกจากนี้ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจนั้นจะส่งผลดีต่อตลาดหัวเมืองท่องเที่ยว หัวเมืองจังหวัดชายแดนเติบโตขึ้นด้วย”
ทั้งนี้ บริษัทได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ให้สอดคล้องกับทิศทางของตลาดก่อสร้างทีี่มีแนวโน้มเติบโตสูง โดยประภารัตน์ได้ขึ้นมานั่งตำแหน่ง ผู้บริหารระดับสูงตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยได้มีการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ จากก่อนหน้านี้บริษัทได้เคยดำเนินธุรกิจรับขนส่งสินค้าทางเรือ โดยมีเรือขนส่งขนาดใหญ่ 4 ลำ เพื่อขนสินค้าทางการเกษตรและธุรกิจพลังงานทางเลือก แต่ที่ผ่านมาทั้งสองธุรกิจประสบปัญหาการขาดทุน ขณะที่ธุรกิจขนส่งเผชิญกับปัญหาค่าขนส่งที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันจึงได้ยกเลิกธุรกิจดังกล่าวไปแล้ว
นับจากนี้จะให้ความสำคัญกับการผลิตปูนฉาบเป็นหลัก โดยมีสินค้าที่ทำตลาดในปัจจุบันอยู่ที่ 10 หมวดสินค้า ตามความต้องการใช้ของงานฉาบ ทั้งโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม
“ปูนฉาบนั้นผู้ผลิตรายใหญ่ไม่ลงมาเล่น เพราะมองว่าตลาดยังมีขนาดเล็ก แต่มีประโยชน์เพราะช่วยเก็บรายละเอียดงานก่อสร้างให้สวยงามและรวดเร็วขึ้น และปัจจุบันจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการ อสังหาฯ หลายรายได้นำคอนกรีตมวลเบาและแผ่นพื้นสำเร็จรูปมาใช้งานมากขึ้น แต่ยังไม่มีใครพัฒนาปูนฉาบสำเร็จ ที่เนื้อปูนมีความละเอียดในระดับมิลลิเมตร ทำให้งานฉาบนั้นรวดเร็ว จึงมั่นใจว่าการเติบโตด้านยอดขายในปีหน้า บริษัทจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 30%”
ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตหลักอยู่หนึ่งแห่งที่ จ.ราชบุรี และอีกหนึ่งแห่งที่ จ.ปทุมธานี พร้อมกับการจ้างผลิตหรือโออีเอ็มในโรงงานผลิตปูนหนึ่งแห่งที่ จ.ราชบุรี และอีกหนึ่งแห่งที่ จ.สระบุรี โดยมีกำลังการผลิตรวม 5 แสนตัน/ปี แบ่งเป็นผลิตเองจำนวน 2.5 แสนตัน ซึ่งเป็นการผลิตเองเต็ม 100% ที่เหลือ 2.5 แสนตัน ว่าจ้างโรงงานปูนซีเมนต์รายอื่นผลิต
อย่างไรก็ตาม ในอีก 2 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนจะใช้เงินลงทุนจำนวน 500 ล้านบาท ทั้งเพื่อพัฒนาสูตรของปูนฉาบให้มีคุณภาพสูงขึ้นด้วยเทคโนโลยีการผลิตรูปแบบใหม่ๆ รวมไปถึงอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการผู้ผลิตปูนฉาบรายย่อยรายหนึ่ง โดยได้มีการเจรจามานาน 2 เดือน คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้
ปัจจุบันบริษัทแห่งนี้มีกำลังการผลิตปูนฉาบ ขนาด 40 กก./ถุง เดือนละ 5,000 ถุง ซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตสูงขึ้นและเป็นการลดจำนวนคู่แข่งที่มีอยู่ให้ลดลง โดยจำหน่ายปูนฉาบในราคาเฉลี่ย 90 บาท/ถุง ขนาด 40 กก. ซึ่งในปีหน้าหากต้นทุนในการผลิตปรับเพิ่มสูงขึ้น บริษัทอาจต้องปรับราคาขึ้น แต่การปรับขึ้นนั้นจะพยายามขึ้นตามต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น
นี่คือแผนการรุกตลาดครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจปูนฉาบ ที่มั่นใจว่าธุรกิจวัสดุก่อสร้างยังมีโอกาสเติบโตสูงขึ้น หลังจากที่ภาครัฐได้มีการผลักดันโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ให้ทยอยเกิดขึ้น แน่นอนว่าจะส่งผลดีต่อภาคอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ รวมไปถึงการปรับปรุงบ้านจะมีมากขึ้นตามเศรษฐกิจที่ดีขึ้น







