
โอกาสใน TFEX (2) ทางเลือกป้องกันเสี่ยง
โดยปกติเมื่อพูดถึงสัญญาฟิวเจอร์ส หรือ TFEX ผู้ลงทุนมักจะนึกถึงโอกาสเกี่ยวกับการทำกำไรจากการขึ้นลงของราคา แต่ท่านทราบหรือไม่การซื้อขายสัญญาล่วงหน้าใน TFEX เป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกในการจัดการความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในพอร์ตที่ท่านถืออยู่ คอลัมน์นัดพบ TFEX ในสัปดาห์นี้ จึงขอนำโอกาสที่จะใช้งานสินค้าใน TFEX ในด้านการป้องกันความเสี่ยงด้านราคา เพื่อให้ผู้ลงทุนใช้พิจารณาเป็นทางเลือกสำหรับใช้ในการจัดการพอร์ตการลงทุนกันนะครับ
โดยปกติเมื่อพูดถึงสัญญาฟิวเจอร์ส หรือ TFEX ผู้ลงทุนมักจะนึกถึงโอกาสเกี่ยวกับการทำกำไรจากการขึ้นลงของราคา แต่ท่านทราบหรือไม่การซื้อขายสัญญาล่วงหน้าใน TFEX เป็นการเพิ่มโอกาสให้
ผู้ลงทุนมีทางเลือกในการจัดการความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในพอร์ตที่ท่านถืออยู่ คอลัมน์นัดพบ TFEX ในสัปดาห์นี้ จึงขอนำโอกาสที่จะใช้งานสินค้าใน TFEX ในด้านการป้องกันความเสี่ยงด้านราคา เพื่อให้
ผู้ลงทุนใช้พิจารณาเป็นทางเลือกสำหรับใช้ในการจัดการพอร์ตการลงทุนกันนะครับ
หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเกิดสัญญาฟิวเจอร์ส จะพบว่าเป็นการคิดค้นเพื่อหาเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าเกษตร บางทีก็อ้างอิงว่าสัญญาซื้อขายดอกทิวลิปเป็นสัญญาฟิวเจอร์สแรกที่เกิดขึ้นในโลก บ้างก็บอกว่า
เป็นสัญญาซื้อขายข้าวเป็นสัญญาแรกที่ซื้อขายในโลก ซึ่งต่อมามีการพัฒนาตัวสัญญา ประเภทสินค้าอ้างอิงที่หลากหลาย รวมทั้งการจัดตั้งตลาดเพื่อการซื้อขายและการชำระราคาอย่างเป็นระบบ ทำให้การเกิดสัญญาฟิวเจอร์สจึงเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ใช้ในการป้องกันความเสี่ยงได้อย่างมีระบบระเบียบ อีกทั้งยังเป็นการเปิดกว้างให้ผู้ลงทุนไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่หรือรายย่อยสามารถเข้ามาใช้งานสินค้าดังกล่าว เพื่อจัดการเรื่องความเสี่ยงได้อย่างง่ายและต้นทุนต่ำ
สำหรับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของไทย ซึ่งเรามักจะนึกถึง TFEX และฟิวเจอร์สที่อ้างอิงสินค้าต่างๆ ก็สามารถใช้เพื่อวัตถุประสงค์เรื่องจัดการความเสี่ยงได้เช่นกัน เราลองมาดูตัวอย่างการใช้สัญญาฟิวเจอร์สเพื่อป้องกันความเสี่ยง ซึ่งอาจจะเป็นการตอบโจทย์ผู้ลงทุนที่กำลังจับตามองภาวะการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงนี้ ผ่านสัญญาฟิวเจอร์สที่อ้างอิงหุ้นรายตัวกันนะครับ
ตัวอย่างเช่น หากผู้ลงทุนมีพอร์ตหุ้น KTB 1,000 หุ้น โดยตอนซื้อมาต้นทุนอยู่ที่ 25 บาท ต่อมาภาวะตลาดกดดันให้หุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง รวมทั้งราคาหุ้นของ KTB เองก็ปรับลดลงโดยจะเป็นผลขาดทุนของพอร์ต ซึ่งผู้ลงทุนที่ต้องการจัดการปัญหาข้อนี้ก็มีทางเลือกในการลดความเสี่ยงได้ 2 แนวทางหลัก คือ ขายหุ้นออกจากพอร์ต หรือขายล่วงหุ้น KTB ด้วยการ Short KTB Futures
สำหรับทางเลือกแรกหากผู้ลงทุนเลือกจะขายหุ้น KTB ออกไปจากพอร์ต เช่น ราคาหุ้นตกลงมาที่ 20 บาท มูลค่าพอร์ตจากเดิมที่มีค่าเท่ากับ 25,000 บาท (25 * 1,000) จะลดลงเหลือ 20,000 (20 * 1,000) โดยหากผู้ลงทุนถือต่อก็จะมีความเสี่ยงที่ราคาลดต่ำลงไปอีก แต่หากต้องการตัดความเสี่ยงก่อนหุ้นราคาตกมากไปกว่านี้ ก็สามารถ Cut Loss ด้วยการขายหุ้นไปก่อน ซึ่งแนวทางนี้ผู้ลงทุนก็จะรับรู้กำไร/ขาดทุนทันที พร้อมๆ กัน แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงอีกต่อไป โดยพอร์ตจะเหลือมูลค่าเท่ากับ 20,000 บาท และมีต้นทุนขายเท่ากับค่านายหน้า 0.1578% หรือประมาณ 32 บาท (20,000 * 0.1578%)
ส่วนทางเลือกที่สองใช้ KTB Futures ในการป้องกันความเสี่ยง โดยขาย Short KTB Futures ไว้ 1 สัญญา (เทียบเท่าหุ้น 1,000 หุ้น) เช่น หากราคาหุ้นตกและราคาฟิวเจอร์สปรับตัวตาม การขาย Short ไว้ก็จะสร้างกำไรให้กับผู้ลงทุน ตัวอย่างเช่น ถ้าได้ทำการขาย Short KTB Futures ไว้ที่ราคา 25 บาท เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตหุ้น หากราคา KTB ปรับลงและทำให้ราคา KTB Futures ปรับลงด้วยมาอยู่ที่ 20 บาท สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หุ้นในพอร์ตมีมูลค่าลดลงมาอยู่ที่ 20,000 บาท แต่เนื่องจากพอร์ตของผู้ลงทุนมีการ Short Futures ไว้ที่ 25 บาท สมมติตัวเลขง่ายๆ หากราคา KTB Futures ลดลงมาอยู่ที่ 20 บาท ก็จะเกิดกำไรจากการขายล่วงหน้าอยู่ที่เท่ากับ 5,000 บาท [(25-20)*1,000] ซึ่งกำไรในส่วนนี้มีการชำระราคาในทุกๆ วัน ทำให้สุทธิแล้วพอร์ตผู้ลงทุนมีค่าเท่ากับหุ้น KTB และกำไรจาก KTB Futures รวมเป็น 25,000 บาท ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ได้ Lock ราคาขายผ่านสัญญาฟิวเจอร์สตั้งแต่
ตอนแรก และถึงแม้ราคาหุ้นจะตกลงอีกเท่าไรก็ตาม ราคาฟิวเจอร์สที่ปรับตัวตามราคาสินค้าอ้างอิงก็จะสร้างกำไรมาชดเชยผลขาดทุนของพอร์ตหุ้น และส่งผลให้พอร์ตโดยรวมยังคงมูลค่าเท่าเดิมที่ 25,000 บาท ต่อไป
หากพิจารณาผลของการบริหารความเสี่ยงของทั้งสองแนวทาง จะเห็นได้ว่าสามารถจัดการความเสี่ยงได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคาเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป แต่มีทางเลือกทั้งคู่มีความแตกต่างกันที่ต้นทุน เนื่องจากการ Short Futures จะมีค่าธรรมเนียมประมาณ 0.1% ของมูลค่าสัญญา หรือประมาณ 25 บาท ซึ่งน้อยกว่าการขายหุ้น นอกจากนี้ สิ่งที่แตกต่างที่ชัดเจน คือ หากผู้ลงทุนเลือกใช้ Futures ป้องกันความเสี่ยงก็จะยังสามารถถือหุ้นดังกล่าวไว้ได้ต่อไป โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคา ซึ่งการถือหุ้นจะมีข้อดีหากในช่วงที่ถือมีสิทธิประโยชน์ต่อผู้ถือ เช่น การจ่ายเงินปันผลและหุ้นปันผล เป็นต้น ผู้ลงทุนก็ยังได้รับประโยชน์เหล่านั้นตามปกติ โดยไม่ต้องกังวลหรือต้องทำใจกับเรื่องของราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงหากต้องการถือหุ้นยาวๆ
ในปัจจุบัน TFEX จัดให้มีสินค้าที่อ้างอิงทั้งหุ้นรายตัว ดัชนี และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งทุกๆ ประเภทสินค้าสามารถใช้งานในการป้องกันความเสี่ยงได้ตามตัวอย่างข้างต้น ผู้ลงทุนจึงสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ใน TFEX ได้หลากหลาย เพื่อจัดการความเสี่ยงที่มีอยู่ในพอร์ตได้ตามที่ต้องการ
ผู้ลงทุนที่สนใจรายละเอียดสินค้าและแนวทางการใช้งานเพื่อป้องกันความเสี่ยงสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tfex.co.th หรือสอบถามข้อมูลได้จากโบรกเกอร์ที่ท่านเปิดบัญชีอยู่ได้
นะครับ







