
หุ้นตกกับอสังหาฯ
สัปดาห์นี้ “หุ้นไทยตกน่ากลัว” ลดลงเหลือ 1,400 จุด จาก 1,600 จุด ใน 1 สัปดาห์ เหตุผลหลายค่ายก็ประเมินว่าเริ่มจากจับ Corruption มีตำรวจใหญ่เกี่ยวข้อง แล้วก็ต่อมาด้วยข่าวลือที่ไม่เป็นมงคล รวมไปถึงการประกันสินเชื่อ ที่ธนาคารออกมาค้านหัวชนฝา
สัปดาห์นี้ “หุ้นไทยตกน่ากลัว” ลดลงเหลือ 1,400 จุด จาก 1,600 จุด ใน 1 สัปดาห์ เหตุผลหลายค่ายก็ประเมินว่าเริ่มจากจับ Corruption มีตำรวจใหญ่เกี่ยวข้อง แล้วก็ต่อมาด้วยข่าวลือที่ไม่เป็นมงคล รวมไปถึงการประกันสินเชื่อ ที่ธนาคารออกมาค้านหัวชนฝา
ขณะที่ปัจจัยภายนอก ตลาดทั่วโลกก็ตกจากเรื่องน้ำมันลดราคา (น้ำมันขึ้นก็แย่ น้ำมันลดก็แย่) ทั้งๆ ที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ เพราะนำเข้าน้ำมันมากกว่า 80% มิหนำซ้ำยังต้องเอาบาทและเหรียญสหรัฐซื้อน้ำมันอีกด้วย
หันมาดูตลาดหุ้นเหตุการณ์นี้สะท้อนความจริงให้เห็นว่า “ราคาสินค้าในตลาดหุ้นกับราคาหุ้นที่ซื้อขายไม่สะท้อนความจริง” จะมีธุรกิจอะไรที่ราคาจะเหวี่ยงขึ้นลงประจำวัน ดังนั้นราคาหุ้นจึงเป็น “ราคาสมมติที่เกิดจาก “จิตวิทยา” เรียกกันว่าเป็น Psychological Price ไม่ใช่ราคาแท้จริงในบัญชี เป็นราคาที่เกิดขึ้นจากอุปทานการลงทุน เป็นราคาที่เป็น Speculative Market
หุ้นไทยตกมาก ทางรัฐก็หาแพะทันที แพะที่เหมาะสุดคือ “นักปั่นหุ้นไทย” แท้จริงก็มีกลุ่มพวกนี้มากในตลาดหุ้นไทยถึง 70% คือรายย่อย หรือ “กลุ่มแมลงเม่า” ซื้อระยะสั้นไม่เกิน 1 อาทิตย์ แมลงเม่าไทยมีอัตราส่วนสูงที่สุดในเอเชีย หรืออาจจะมากที่สุดในโลกนี้ก็ถือเป็น Character ของตลาดหุ้นไทย
หันมาดู “หุ้นตกกับอสังหาฯ” ยิ่งจะเห็นได้ชัดว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นธุรกิจระยะกลางกับระยะยาว จะสร้างบ้านหรืออาคารพาณิชย์จะต้องใช้เวลาตั้งแต่ 1 ปี ถึง 3 ปี กว่าจะสร้างเสร็จ กว่าจะเริ่ม Project ได้ต้องวางแผนมีขบวนการเป็นปี ก่อสร้างอีก 1 ปีกว่า กว่าจะโอนได้อีก 1 ปี จึงจะรู้ว่ากำไร-ขาดทุนที่แท้จริงเป็นอย่างไร
ดังนั้น ราคาหุ้นอสังหาฯ ไม่น่าจะผันผวนรายวันหรือรายอาทิตย์ หุ้นอสังหาฯ ที่ขึ้นลงมากๆ จึงน่าจะเกิดจากการเก็งกำไร ถ้าจะเก็งกำไรระยะยาวก็จะเป็นการลงทุน แต่ถ้าขึ้นลงสั้นๆ น่าจะเป็นการปั่นราคา ซึ่งผิดกฎ ก.ล.ต. แต่ก็ตามจับไม่ค่อยทัน
ในอนาคตจะเป็นอย่างไร หุ้นอสังหาฯ ถ้ามองกันให้ยาวสักนิด บริษัทที่ดีให้ดู “ปันผลหุ้น” Devidences สัก 5 ปี ดูว่าปันผลกี่เปอร์เซ็นต์ ติดต่อกันไหม สูงกว่าดอกเบี้ยไหม และดูการปันผลจากองค์กรธุรกิจ
หลัก มิใช่เอาผลจากธุรกิจรอง หรือเอาเงินสะสมมาปันหุ้นให้ เช่น ปีนี้ซื้อที่ดินมาขายไปได้กำไรมาก หรือรัฐยกเว้นภาษีให้เป็นพิเศษ รายได้เหล่านี้มิใช่เกิดจากธุรกิจหลัก ซึ่งก็คือ ขายบ้าน ต้องดูรายได้จากการพัฒนาเป็นเท่าไร
รายได้ต่อมาคือ มูลค่าหุ้นที่มีค่าใน Book สูงขึ้น คือ ทรัพย์สินมีเพิ่มขึ้นไหม ทุนเพิ่มขึ้นไหม ราคาที่ซื้อ-ขาย ถ้าสูงกว่ามากก็เรียกว่า “Under Book Value”
ดังนั้น นักเล่นหุ้นมักจะไม่ใช่นักลงทุนหุ้นตามคำนิยมของ ก.ล.ต. และถ้าหุ้นบริษัทที่มีฐานธุรกิจดีๆ เช่น ปูนซิเมนต์ไทย หรือ ปตท. จะมั่นคงระยะยาว หุ้นจะผันผวนรายวันได้อย่างไร หุ้นตก ก็เพราะวิตกจริตที่มองราคาเป็น “ภาคจิตวิทยา” มากกว่า ส่วนสถาบันที่ลงทุน เขามีตัวเลขมีกลยุทธ์ชัดว่าขายทิ้ง เพราะกำไรนำไปลงทุนที่อื่นที่เห็นโอกาสกำลังโต เช่น จีน มากกว่า ก็ขอให้แมลงเม่าทำใจดีๆ ไว้อย่าขาดทุนเกินตัวก็แล้วกัน







