
Think Big การรถไฟจีน (ภาคจบ)
ครั้งที่แล้วผมได้เรียนเสนอไปค่อนข้างเยอะเกี่ยวกับการรถไฟจีน โดยเฉพาะพัฒนาการของเส้นทางสายความเร็วสูงแบบก้าวกระโดด ทั้งๆ ที่การรถไฟจีนเพิ่งเริ่มก่อตั้งมาได้ประมาณ 60 กว่าปีเองเท่านั้น ในปัจจุบันโครงข่ายสายรถไฟความเร็วสูงในประเทศจีนมีถึงกว่า 1.1 หมื่นกิโลเมตร และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาขึ้นไปอีกมาก
ครั้งที่แล้วผมได้เรียนเสนอไปค่อนข้างเยอะเกี่ยวกับการรถไฟจีน โดยเฉพาะพัฒนาการของเส้นทางสายความเร็วสูงแบบก้าวกระโดด ทั้งๆ ที่การรถไฟจีนเพิ่งเริ่มก่อตั้งมาได้ประมาณ 60 กว่าปีเองเท่านั้น ในปัจจุบันโครงข่ายสายรถไฟความเร็วสูงในประเทศจีนมีถึงกว่า 1.1 หมื่นกิโลเมตร และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาขึ้นไปอีกมาก
เขาว่ากันว่าคนจีนจะทำอะไรต้องทำใหญ่ๆ แผนการโครงข่ายในประเทศจีนเชื่อมกันทั้งประเทศ นอกจากจะเชื่อมปักกิ่งไปสู่ฮ่องกงด้วยสายความเร็วสูงที่กำลังจะเปิดในปีหน้าแล้ว โครงข่ายรถไฟของจีนยังเชื่อมกันขนาดที่ว่าใครฝันอยากจะไปเหยียบ Everest Base Camp แถวๆ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกที่ชื่อว่าเอเวอเรสต์ก็ “แค่” นั่งรถไฟสายทิเบตไปให้สุดทางที่สถานี “ชิกัตเซ่” หรืออีกชื่อที่ว่า “รื่อคาเจ๋อ” แล้วก็นั่งรถบัสต่อไปอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว ถ้าจะพี่จีนจะทำกันขนาดนี้ คนทั่วโลกคงได้แต่อิจฉาตาปริบกันอย่างเงียบๆ แต่ที่ผมกำลังจะเล่าต่อจากนี้ ผมเชื่อว่ายิ่งน่าสนใจกว่านั้นขึ้นไปอีก
คุณจะเชื่อไหม...ถ้าผมจะบอกว่าจริงๆ แล้วแผนด้านการรถไฟของจีนคือ การวางโครงข่ายความเร็วสูงไปทั้งโลก! ในขณะที่หลายๆ คนจับตามองพัฒนาหลายๆ สายในจีนที่จะทยอยเปิดให้บริการในช่วงอีกหนึ่งถึงสองปีข้างหน้านี้ ในอีกฟากของพรมแดนด้านตะวันตกและด้านเหนือของจีนนั้น ทางการจีนก็ได้อาศัยจังหวะชุลมุนในระหว่างที่รัสเซียยังมีปัญหากับกลุ่มชาติตะวันตก และได้ถือโอกาสกระชับความสัมพันธ์ฉันคอมมิวนิสต์ภาคีกับรัสเซียที่มีมายาวนานอีกครั้งได้อย่างเหมาะเจาะ
เมื่อเดือน ต.ค. นายหลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ก็ได้เดินทางไปเยือนประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ถึงกรุงมอสโก และได้ถือโอกาสทำสัญญาลงนามในเอ็มโอยูเป็นที่เรียบร้อยถึงแผนการใหญ่ในการสร้างทางรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมต่อกรุงมอสโกและกรุงปักกิ่ง ซึ่งจะย่นระยะเวลาเดินทางจากเดิมประมาณหนึ่งสัปดาห์ผ่านระยะทางกว่า 7,000 กิโลเมตร ไม่แน่ว่าภายในอีก 5 ปีข้างหน้า การเดินทางข้ามทวีปจะเหลือน้อยกว่า 48 ชั่วโมงเท่านั้นเอง
ผลพลอยได้ทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมที่กำลังจะตามมาเรียกได้เลยว่ามหาศาล ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว การสร้างงานและการจ้างงานใหม่ ความกลายเป็นเมือง การกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น และที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดก็คือด้าน Logistics ผ่านการเชื่อมโยงกันระหว่างเมืองทั้งใหญ่ทั้งเล็กในประเทศจีนเองจะสามารถนำความเจริญในหัวเมืองใหญ่เข้าสู่หัวเมืองขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็ว
โครงข่ายรถไฟความเร็วสูงก็เหมือนเส้นเลือดแห่งเศรษฐกิจที่จะเชื่อมโยงกันไปหมด ซึ่งนอกเหนือจากโครงข่ายภายในประเทศแล้วจีนยังมีแผนในการเชื่อมเส้นทางต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและเพื่อนของเพื่อนบ้าน ด้วยเส้นทางสายไหมใหม่ไปทางตะวันตกจนถึงยุโรป
ส่วนเส้นทางสายใต้ของจีนที่จะเชื่อมต่อระหว่างเมืองคุนหมิงกับประเทศสิงคโปร์ก็เป็นอีกหนึ่งในแผนการของจีน เส้นทางสายนี้ยังไงๆ จีนก็ต้องมาของ้อขอผ่านประเทศไทย ไม่ว่าก่อนหน้านั้นจีนจะเลือกที่จะสร้างผ่านมาทางพม่าหรือลาวหรือเวียดนามก็ตาม ถึงขนาดว่าเมื่อปีที่แล้ว นายหลี่เค่อเฉียงมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการในสมัยรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และได้ถือโอกาส “ขายของ” เรื่องโครงการรถไฟนี้พร้อมเสนอให้เงินกู้เสร็จสรรพ โดยถึงกับจะยอมให้ไทยชำระหนี้เงินกู้ด้วยข้าวสารหรือยางพาราบางส่วนได้อีกด้วย แต่เรื่องจะเป็นยังไงต่อภายใต้รัฐบาลนี้ เราคงต้องรอติดตามกันต่อไป
เมื่อมองไปทางตะวันออก จีนวางแผนจะ “เชื่อมโลก” ด้วยการสร้างทางรถไฟความเร็วสูงผ่านรัสเซียและวิ่งไปทางตะวันออกจนสุดทะเลก่อนจะลอดใต้ช่องแคบแบริ่ง (ใต้ทะเล) แล้วโผล่ขึ้นมาผ่านอลาสกา แคนาดา และเข้าสู่สหรัฐในที่สุด เพราะจะเป็นทางผ่านรัสเซียและแคนาดาผ่านช่องแคบแบริ่งไปจนถึงสหรัฐ ถ้าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ จีนจะอยู่ตรงกลางในแผนที่โลจิสติกส์โลกทันที
ผมนึกถึงคำที่ชาวจีนเรียกประเทศของตนเองว่า “จงกั๋ว” ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ประเทศตรงกลาง” อีกครั้ง คำคำนี้มีความหมายลึกซึ้ง แสดงถึงความเชื่อมาช้านานว่าประเทศตนเป็นจุดศูนย์กลางของโลก ไม่แน่นะครับเราอาจจะเห็นภาพนั้นจริงๆ ในอีกไม่กี่สิบปีนี้ก็ได้...







