
ธุรกิจญี่ปุ่นอยู่รอดได้ ‘ด้วยความสร้างสรรค์’
เป็นที่รู้กันดีว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้เข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เห็นได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เปิดเผยออกมาล่าสุด ที่หดตัวถึง 2 ไตรมาสติดต่อกัน ดังนั้นแล้วจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ธุรกิจขนาดเล็กสักแห่งจะสามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำเช่นนี้
เป็นที่รู้กันดีว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้เข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เห็นได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เปิดเผยออกมาล่าสุด ที่หดตัวถึง 2 ไตรมาสติดต่อกัน ดังนั้นแล้วจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ธุรกิจขนาดเล็กสักแห่งจะสามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำเช่นนี้
คำถามก็คือว่า “อะไร” ที่ทำให้บริษัท “ฮากุซุย-ชา” บริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมรสเปรี้ยวและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังสามารถยืนหยัดและกลายเป็นแบรนด์ชั้นนำของประเทศได้ แม้ว่าจะมีลูกจ้างในบริษัทเพียง 20 คนก็ตาม
ฮิเดโกะ ทานากะ ประธานของฮากุซุย-ชา ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชื่อดังที่ชื่อว่า “ไฮ ซาวร์” เล่าว่า จากปัญหาที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ในภาวะถดถอยเช่นนี้ บรรดาธุรกิจขนาดเล็กจึงจำเป็นต้องมีสินค้าที่มีความแปลกใหม่ และมีลักษณะเฉพาะที่ชัดเจนด้วย
ทั้งนี้ ทานากะ เล่าว่า ตามปกติแล้วบรรดาซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่จะตั้งอยู่ตามสถานที่ช็อปปิ้งชื่อดัง และมีที่จอดรถขนาดใหญ่ ทว่าด้วยวิธีการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ บรรดาเชนร้านค้าต่างๆ จึงตั้งเป็นร้านเล็กๆ อยู่ในย่านที่พักอาศัยเพื่อดึงดูดลูกค้า
“เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย สำหรับร้านค้าขนาดเล็กที่จะแข่งขันกับเชนซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ และเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นที่ทำธุรกิจด้วยร้านค้าขนาดเล็ก” ประธานของฮากุซุย-ชา กล่าวกับไมอามี เฮอรัลด์
จากปัญหาดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมบรรดาร้านค้าปลีกต่างๆ จึงได้พยายามที่จะพัฒนาแบรนด์ของตนเอง และต้องการที่จะเติมชั้นวางด้วยสิ่งของเหล่านี้
“นั่นหมายความว่า ผู้ผลิตรายเล็กอย่างพวกเรา และร้านค้าขนาดเล็กควรที่จะต้องสรรค์สร้างสินค้าที่แปลกใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะด้วย” ทานากะ กล่าว
ดังนั้นแล้ว สินค้าของฮากุซุย-ชา นั้นจึงประกอบไปด้วยความหลากหลาย ได้แก่ น้ำอัดลมรสเปรี้ยวที่มีวางขายถึง 6 รสด้วยกัน ทั้งเลมอน แอปเปิ้ลเขียว ส้มโอ พลัม แครนเบอร์รี่ และมะนาว นอกจากนี้แล้ว น้ำอัดลมรสเปรี้ยวอย่าง ไฮ ซาวร์ ยังผสมเข้ากับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเช่นวอดก้า หรือโชชูได้ด้วยเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อปีที่แล้วทางฮากุซุย-ชา ยังได้พัฒนาสินค้าตัวใหม่ซึ่งเป็นค็อกเทลบรรจุกระป๋องรสเลมอนออกวางจำหน่ายอีกด้วย โดยทางธุรกิจได้พัฒนาให้ค็อกเทลตัวนี้มีแอลกอฮอล์ในปริมาณที่สูง เพื่อตีตลาดใหม่ เนื่องจากว่าตามปกติแล้วค็อกเทลที่บรรจุกระป๋องในญี่ปุ่นนั้นจะมีแอลกอฮอล์ที่ค่อนข้างต่ำ
นอกจากนี้แล้ว ด้วยความที่เป็นบริษัทขนาดเล็ก งบการโฆษณาสินค้าของฮากุซุย-ชา จึงมีไม่มาก ทว่า หนึ่งในแผนการทำประชาสัมพันธ์ของธุรกิจก็คือ “การทำการตลาดเคลื่อนที่” โดยการนำโมเดลขวดของไฮ ซาวร์ ขนาดใหญ่ยักษ์ติดไว้กับรถกระบะ ก่อนที่จะให้รถกระบะคันนี้ขับไปรอบๆ เมือง เพื่อให้คนได้คุ้นหูคุ้นตากับสินค้าของฮากุซุย-ชานั่นเอง
กระนั้นก็ตาม เมื่อพูดถึงผลกระทบของการขึ้นภาษีจาก 5% ไปเป็น 8% และการอ่อนค่าของเงินเยน ว่ากระทบกับทางธุรกิจหรือไม่ ทานากะ ก็ให้
คำตอบว่า มีผลกระทบอย่างยิ่ง เพราะธุรกิจใช้สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทว่าในสภาพที่เศรษฐกิจไม่ดีเช่นนี้ จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ที่จะคงราคาไว้เช่นเดิม และรักษาคุณภาพของสินค้าเอาไว้
จากกลยุทธ์การตลาดที่เน้นดึงดูดสายตาผู้คน และสินค้าที่มีหลากหลายและแปลกใหม่ รวมไปถึงซื่อสัตย์ต่อลูกค้า จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ฮากุซุย-ชา ยังยืนหยัดได้ ยืนยันได้จากยอดขายแต่ละปีอยู่ที่ 10-11 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 320-352 ล้านบาท) และยังมีการส่งสินค้าบางส่วนออกไปยังบางรัฐในสหรัฐอีกด้วย







