posttoday
แผนธุรกิจกับประวัติทางการเงิน อันไหนสำคัญกว่าในการขอกู้ของ SME

แผนธุรกิจกับประวัติทางการเงิน อันไหนสำคัญกว่าในการขอกู้ของ SME

08 ธันวาคม 2557

จากที่ผมได้เขียนไว้เป็นหัวข้อของบทความในวันนี้ ว่าระหว่างแผนธุรกิจ หรือ Business Plan กับประวัติทางการเงิน หรือ Financial History อันไหนสำคัญกว่ากัน อันไหนที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะดูมากกว่ากัน และอันไหนที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ควรต้องทุ่มเทและเตรียมตัวในการถาม-ตอบ กับเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ

จากที่ผมได้เขียนไว้เป็นหัวข้อของบทความในวันนี้ ว่าระหว่างแผนธุรกิจ หรือ Business Plan กับประวัติทางการเงิน หรือ Financial History อันไหนสำคัญกว่ากัน อันไหนที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะดูมากกว่ากัน และอันไหนที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ควรต้องทุ่มเทและเตรียมตัวในการถาม-ตอบ กับเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ

คำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมาโดยตลอด และมีการถามทุกครั้งที่มีการไปออกงานในแทบทุกเวที ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ผมจึงขอถือโอกาสนี้เขียนเป็นบทความนำเสนอสำหรับท่านที่สนใจนะครับ

หลักคิดมีอยู่ว่า “อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล ปัจจุบันเป็นเหตุ อนาคตเป็นผล” จุดที่เรากำลังยืนอยู่ คือ ปัจจุบัน ดังนั้นเราจึงต้องอธิบายอดีตให้ได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น มีความสำเร็จ มีความบกพร่อง มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนตรงไหน อย่างไร มีการแก้ไขอย่างไร และอะไรคือหลักประกันที่จะยืนยันกับคนที่รับฟัง และเรากำลังให้เขาเป็นคนตัดสินว่าจะให้เราได้รับเงินทุนได้รับสินเชื่อหรือไม่ว่า พฤติกรรมที่เคยค้างชำระ พฤติกรรมที่จ่ายไม่ครบ จ่ายไม่ตรงตามกำหนดนั้นจะไม่กลับมาอีก

ดังนั้น การรักษาประวัติทางการเงินที่มีข้อมูลประกอบด้วย ประวัติการก่อหนี้ ดูได้จากจำนวนบัญชีสินเชื่อที่เปิดและมีอยู่ว่ามีกี่มากน้อย มีระยะเวลาที่เปิดนานแล้วหรือยัง เปิดติดๆ กันหรือไม่ เพราะข้อมูลจะบอกได้ว่าคนคนนี้มีสินเชื่อจำนวนมากหรือน้อย ร้อนเงินหรือไม่ร้อนเงิน

ต่อมาก็คือ ประวัติการชำระหนี้ ก็จะมาดูในระดับบัญชีลงมาว่า แต่ละบัญชีสินเชื่อนั้นๆ มีการชำระหนี้เข้ามาในแต่ละเดือนเป็นอย่างไร ถ้าชำระครบชำระตรงตามเงื่อนไขก็จะมีลักษณะที่เรียกว่า ไม่ค้างชำระ หากชำระไม่ครบไม่ตรงตามเงื่อนไขก็จะปรากฏข้อมูลว่าค้างชำระ

จุดนี้แหละครับที่จะแสดงผลของ “ความมีวินัยทางการเงิน” เพราะหากว่าคนคนนั้นไม่สนใจ จับแพะชนแกะ เอาตัวรอดเป็นงวดๆ ไป แน่นอนในที่สุดก็จะพลาด ยิ่งเป็นลักษณะกู้มาบริโภค ซื้อข้าวของแบบไม่ยั้งคิดละก็ ท้ายสุดก็จะมีประวัติค้างชำระอย่างแน่นอน เพราะตัวเลขข้อมูลมันจะแสดงออกมาว่าก่อหนี้เกินกว่าขีดความสามารถในการชำระ จนมีการค้างชำระในประวัติ

...อันนี้อันตรายและก็เป็นจุดที่สร้างความรู้สึกอึดอัดในการให้ข้อมูล เพราะเท่ากับแฉความลับที่ไม่อยากบอกให้คนที่เราไปขอเงินกู้ได้ทราบ ซึ่งเขาอาจเอาจุดนี้มาปฏิเสธการให้กู้ก็ได้.....หลายๆ ครั้งเจ้าของประวัติพานโกรธเอากับธนาคารหรือสถาบันการเงินว่า ทำไมไม่ให้โอกาสหรือโกรธเครดิตบูโรว่าจะเก็บข้อมูลที่เจ้าของข้อมูลไม่ชอบไว้ทำไม....

ทุกท่านต้องไม่ลืมว่า เมื่อเราจะไปเอาเงินฝากของคนอื่นผ่านคนที่เขามีหน้าที่ดูแลรักษา เราก็ต้องเอาความจริง เอาความไว้เนื้อเชื่อใจไปแสดง หากคลุมๆ เครือๆ แล้วได้เงินมาแบบยังไงก็ได้นั้นไม่สามารถทำได้อีกต่อไปแล้ว ประสบการณ์จากวิกฤตปี 2540 ได้ให้บทเรียนกับสังคมไทยแล้ว ในส่วนของแผนธุรกิจนั้นก็มีความสำคัญ เพราะเป็นการบรรยาย ขยายภาพในอนาคตว่า เมื่อเราได้รับ
เงินทุน ได้รับสินเชื่อ

เจ้าของแผนหรือ SME รายนั้นๆ จะทำอะไรก่อนหลัง จะมีวิธีการในการค้าขาย หารายได้อย่างไรจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ตัวเลขที่ประมาณการนั้นเหมาะสม เวอร์ไปไหม มองทุกอย่างดีไปหมดไหม มีทางหนีทีไล่อย่างไรบ้าง คำตอบที่คนเป็นเจ้าของแผนจะต้องเตรียมตอบอยู่เสมอ เพราะเขาจะต้องถามและถามแบบไม่เกรงใจคือ หากไม่ได้เงินกู้จะทำต่อไหม หากยอดขายไม่เกิดหรือเกิดน้อยจะทำอย่างไร พูดง่ายๆ คือถามว่า เจ๊งแล้วจะทำอย่างไร ภาษาฝรั่งคือมี Plan B หรือเปล่า

มาถึงตรงนี้ผมคงไม่ต้องบอกแล้วนะครับว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างแผนธุรกิจกับประวัติทางการเงินในอดีต ท่านลองคิดดู

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย