posttoday
กล้า...พอไหม? ห้ามใจไม่โกง (2)

กล้า...พอไหม? ห้ามใจไม่โกง (2)

07 ธันวาคม 2557

หลังจากอ่านหนังสือเรื่อง อ่านทะลุความคิด ด้วยจิตวิทยาแห่งการโกง ของ แดน อาเรียลีย์

หลังจากอ่านหนังสือเรื่อง อ่านทะลุความคิด ด้วยจิตวิทยาแห่งการโกง ของ แดน อาเรียลีย์ ศาสตราจารย์สาขาเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยดุ๊ก สหรัฐอเมริกา ก็ไม่กล้าที่จะบอกใครๆ ว่า “ไม่เคยโกง”

เพราะเมื่อย้อนมองตัวเองก็พบว่า เราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในข่ายจะโกงตราบเท่าที่มีเหตุผลดีๆ ที่ทำให้เราสามารถมองตัวเองว่า เป็นคนซื่อสัตย์พอสมควรได้ ตามข้อสรุปของแดน

แถมยังมีตั้ง 8 ปัจจัยที่ช่วยให้เรามีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ได้มากขึ้น ซึ่งในสัปดาห์ก่อน เราทำความรู้จักปัจจัยที่ว่านี้ไปแล้ว 3 ปัจจัย เพราะฉะนั้นยังเหลืออีก 5 ปัจจัย ที่จะทำความเข้าใจกันในสัปดาห์นี้

4.ถ้าได้โกงสักครั้ง... ต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก

แดนบอกว่า เมื่อเรามองตัวเองว่า “เป็นคนโกง” เราจะเริ่มทำตัว “ไม่ซื่อสัตย์มากขึ้น” นั่นเพราะถ้าเราได้เริ่มต้นโกงครั้งแรก (ซึ่งมันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ) การโกงครั้งต่อๆ ไปก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว

ข้อสรุปนี้ แดนไม่ได้พูดขึ้นมาลอยๆ แต่เขามีหลักฐานรองรับ

เขาตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า ถ้าเราเริ่มมองตัวเองว่า เป็นคนไม่ซื่อสัตย์จะทำให้เรายิ่งถลำลึกเข้าสู่เส้นทางแห่งความไม่ซื่อสัตย์ยิ่งกว่าเดิม ซึ่งเขาทดลองโดยดูว่า นักศึกษาที่ใช้ “ของก๊อป” (เป็นตัวแทนของความไม่ซื่อสัตย์) จะมีพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์มากขึ้น (โกงข้อสอบ) หรือไม่

ผลการทดลองนี้ได้บทสรุปว่า การใช้ของแบรนด์เนมแท้ๆ ไม่ได้ทำให้เราซื่อสัตย์มากขึ้น แต่เมื่อเราใช้ของก๊อปกลับจะทำให้ความมีศีลธรรมของเรา “หย่อนยาน” ลงไประดับหนึ่ง

แต่การทดลองเพียงอย่างเดียวอาจจะยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า คนที่โกงได้ครั้งหนึ่งแล้วจะโกงได้มากขึ้น แดนจึงพิสูจน์อีกว่า คนเราจะโกงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อรักษาความเชื่อว่าเราเป็นคนซื่อสัตย์เอาไว้ แต่เมื่อการโกงเล็กๆ น้อยๆ ไต่ขึ้นไปจนถึง “จุดตบะแตก” การโกงเล็กน้อยจะกลายเป็นการโกงแบบถล่มทลาย หรือโกงทุกครั้งที่มีโอกาส

เพราะเมื่อเลยจุดตบะแตกไปแล้ว เราจะเริ่มคิดว่า “ช่างมันปะไร ไหนๆ ก็โกงไปแล้ว ขอโกงต่อให้สุดลิ่มทิ่มประตูไปเลยแล้วกัน” (ขออนุญาตปรบมือให้กับสำนวนการแปลของ พรเลิศ อิฐฐ์ และวิโรจน์ ภัทรทีปกร สำนักพิมพ์วีเลิร์น ที่เลือกใช้คำได้สุดลิ่มทิ่มประตูจริงๆ)

“การเข้าใจว่าอาการตบะแตกนำไปสู่ปรากฏการณ์ช่างมันได้อย่างไร ก็อาจช่วยให้เรารู้จักสังเกตพฤติกรรมของตัวเองแต่เนิ่นๆ แล้วหาทางยับยั้งชั่งใจได้ก่อนที่จะสายเกินไป”

นอกจากนี้ แดนยังเตือนด้วยว่า “เราไม่ควรปล่อยให้การโกงเล็กๆ น้อยๆ เป็นแค่เรื่องหยุมหยิม... แต่เราควรตระหนักด้วยว่า การกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์เพียงครั้งแรกอาจหล่อหลอมมุมมองต่อตัวตนและพฤติกรรมของวเอง ดังนั้น ครั้งแรกจึงมีความสำคัญมากที่สุดและควรหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น”

5.โกง... เพราะหมดพลังใจ

แดนให้เราสังเกตพฤติกรรมของเราเองว่า ในวันที่เรารู้สึกเคร่งเครียด เรามักจะยอมแพ้ต่อสิ่งเย้ายวนและเลือกกินอาหารที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพนัก

“ความเชื่อมโยงอันน่าพิศวงระหว่างความเหน็ดเหนื่อยกับการบริโภคอาหารขยะนั้นมีอยู่จริง”

นั่นจึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนที่กำลังพยายามควบคุมอาหารต้องล้มเลิกความตั้งใจ เมื่อต้องเผชิญกับความเครียด รวมทั้งคนที่เลิกบุหรี่ไปแล้วยังอาจจะกลับมาสูบบุหรี่อีกครั้งเมื่อต้องเจอวิกฤตในชีวิต

แดนให้เราลองคิดว่า ในขณะที่เรากำลังพยายามลดน้ำหนัก เราจะต้องอดใจไม่ให้กินของอร่อยๆ ที่เราชอบ และทุกครั้งที่เราห้ามใจไม่ให้กินตามใจปาก เท่ากับเราใช้พลังใจในการต้านทานสิ่งเย้ายวน จนมันค่อยๆ ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ขีดความสามารถในการต้านทานมันหายไป

ที่จุดนั้น เราจะยอมแพ้และกินทุกอย่างที่ขวางหน้า (แดนบอกว่า เขาไม่แปลกใจเลยที่คนเราจะมีแนวโน้มควบคุมตัวเองไม่ได้ในช่วงค่ำ นั่นเพราะเราพยายามควบคุมตัวเองมาตลอดทั้งวัน จนพลังใจหดหายไปหมด)

แล้วการหมดพลังใจจะทำให้เราโกงมากขึ้นหรือไม่ นี่คือสิ่งที่แดนสงสัยและเริ่มทำการทดลองจนพบความจริงที่ว่า ยิ่งภารกิจทำให้ผู้เข้าร่วมการทดลองเหนื่อยล้าและหมดพลังใจมากเท่าไร พวกเขาก็จะยิ่งโกงมากขึ้นเท่านั้น

“พูดง่ายๆ ก็คือ หากคุณใช้พลังใจจนร่อยหรอแล้ว การควบคุมความปรารถนาจะยากขึ้น ซึ่งนั่นอาจทำให้ความซื่อสัตย์ของคุณร่อยหรอตามไปด้วย”

เหมือนกับนักศึกษาของเขาที่มักจะขอเลื่อนการส่งรายงานออกไป โดยอ้างว่าย่าหรือ ยายเสียชีวิตในช่วงปลายภาคเรียน

“บางทีในปลายภาคเรียน นักศึกษาอาจจะหมดพลังใจหลังจากการคร่ำเคร่งเรียนหนังสือมาตลอดหลายเดือน จนทำให้ศีลธรรมอันดีของพวกเขาเสื่อมถอยลง”

6.โกงเพื่อเธอ 

เชื่อหรือไม่ว่า เราจะโกงได้ง่ายขึ้น และอาจจะโกงมากขึ้น ถ้าเป็นการโกงเพื่อคนอื่น

แดนพบว่าการทำงานเป็นกลุ่มจะเป็นโอกาสให้คนเราโกงได้ง่ายขึ้น และคนโกงก็จะโกงมากขึ้น เพราะเห็นว่าจะเกิดประโยชน์กับคนที่เขาชื่นชอบและห่วงใย โดยคนที่เห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมงานมากที่สุดกลับมีโอกาสเป็นคนที่ขี้โกงมากที่สุดด้วย

นอกจากนี้ แดนยังอยากรู้อีกว่า คนเราจะโกงเพื่อคนอื่นโดยที่เราไม่ได้ประโยชน์จากการโกงนั้นได้หรือไม่ และสิ่งที่เขาได้รู้คือ คนเราจะโกงได้แบบสุดเหวี่ยง แม้ว่าเราจะไม่ได้อะไรตอบแทนเลยก็ตาม

“ผมคิดว่าตอนที่ตัวเราและอีกฝ่ายต่างได้ประโยชน์จากการโกง แรงจูงใจของเราจะมีทั้งความเห็นแก่ตัวและความเสียสละปนกันอยู่ แต่เมื่อผู้อื่นได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ เราก็สามารถโกงได้สะดวกใจมากขึ้น เพราะอ้างได้ว่าทำไปเพื่อคนอื่น”

เหมือนที่โรบิน ฮู้ด ปล้นคนรวยไปช่วยคนจน

7.เมื่อคนอื่นโกงได้ ทำไมฉันต้องซื่อสัตย์

แดนเชื่อว่าการคดโกงเป็น “โรคติดต่อ” ซึ่งเราสามารถได้รับเชื้อโรคการโกงเข้ามาในตัวเรา เพียงแค่เข้าไปอยู่ใกล้กับคนที่เป็นโรคนี้

“ความไม่ซื่อสัตย์จะพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เราเห็นใครสักคนคดโกง โดยอนุภาคความคิดโกงขนาดจิ๋วจะเกาะติดอยู่กับตัวเราและค่อยๆ เปลี่ยนให้เรากลายเป็นคนคดโกงไปทีละน้อย พอเราพบเจอพฤติกรรมไร้จริยธรรมครั้งถัดไป ต่อมศีลธรรมของเราจะถูกกัดกร่อนไปอีก ทำให้เรายอมรับพฤติกรรมดังกล่าวได้มากขึ้นเรื่อยๆ”

นอกจากนี้ ถ้าคนโกงเป็นพวกเดียวกับเรา เราจะรู้สึกเข้าอกเข้าใจ และมองว่าการโกงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่ถ้าคนที่ไม่ใช่พวกเดียวกับเราโกง เราจะไม่หาเหตุผลมารองรับให้เราโกง แต่จะทำตัวเป็นคนมีศีลธรรมมากขึ้น เพราะอยากดึงตัวเองให้ออกห่างจากคนที่ไม่ใช่พวกแถมยังไม่ซื่อสัตย์อีกต่างหาก

แม้ว่าแดนจะบอกว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโรคการโกงจาก “คนใกล้ชิด” จะรุนแรงและเฉียบพลันมากกว่าการแพร่ระบาดจากคนอื่น แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนที่เราไม่รู้จักจะไม่มีโอกาสแพร่เชื้อโรคมาถึงเรา เพราะจากผลจากการศึกษาของแดนก็พบว่า คนเราอาจจะโกงได้ ถ้าเห็นว่าคนอื่นก็โกงได้โดยไม่ถูกลงโทษ

เขาจึงสรุปว่า คนรอบตัวเรามีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมการโกง และถ้ามีคนในกลุ่มโกง เราก็มีแนวโน้มที่จะยอมรับการโกงและโกงตามไปด้วย

“ยิ่งถ้าคนคนนั้นบังเอิญเป็นผู้มีอำนาจ เช่น พ่อแม่ เจ้านาย ครู หรือคนที่เราเคารพนับถือ โอกาสที่เราจะไหลตามน้ำก็ยิ่งจะสูงขึ้นไปอีก”

8.วัฒนธรรมที่ส่งเสริมความไม่ซื่อสัตย์

แดนให้เราลองคิดเล่นๆ ว่า คนไทยกับคนอเมริกัน ใครโกงมากกว่ากัน

เขาทายว่า คนส่วนใหญ่ในโลกจะตอบอย่างมั่นใจว่า คนในประเทศของตัวเองโกงมากกว่าคนอยู่ในสหรัฐอเมริกา

แต่จากการทดลองของเขาทำให้พบคำตอบที่ขัดแย้งกับความรู้สึกคนส่วนใหญ่ในโลก เพราะเขาพบว่า ถ้าตัดเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปแล้ว คนในประเทศไหนๆ ก็มีระดับการโกงที่ไม่ต่างกัน

แล้วทำไมระดับการทุจริตคอร์รัปชั่นในแต่ละประเทศจึงแตกต่างกัน... แดนสรุปว่าเป็นเพราะวัฒนธรรมที่ส่งเสริมความซื่อสัตย์ในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน

“การโกงบางอย่าง เช่น เลี่ยงภาษี การคบชู้ การดาวน์โหลดซอฟต์แวร์เถื่อน และการขับรถฝ่าไฟแดงตอนถนนว่าง อาจถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายในบางประเทศ แต่บางประเทศกลับมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา หรือถึงขั้นที่สามารถหยิบขึ้นมาโอ้อวดได้เลยด้วยซ้ำ”

แล้วเราจะมีวิธียับยั้งใจไม่ให้โกงได้อย่างไร คงต้องติดตามกันต่อในสัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่