
ธนู 3 ดอกของญี่ปุ่น
สำหรับนักลงทุนที่ติดตามการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อาจจะพบกับมาตรการที่หลากหลายของธนาคารกลางและรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งประสานงานกันอย่างพร้อมเพรียงในการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากสภาวะเงินฝืดที่ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของประเทศมาช้านานกว่า 15 ปี ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดำเนินมาในช่วงดังกล่าว ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่าจะช่วยทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นสามารถหลุดพ้นจากสภาวะเงินฝืดได้ และส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นดีดตัวขึ้นไปกว่า 51% ในปี 2556
สำหรับนักลงทุนที่ติดตามการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อาจจะพบกับมาตรการที่หลากหลายของธนาคารกลางและรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งประสานงานกันอย่างพร้อมเพรียงในการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากสภาวะเงินฝืดที่ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของประเทศมาช้านานกว่า 15 ปี ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดำเนินมาในช่วงดังกล่าว ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่าจะช่วยทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นสามารถหลุดพ้นจากสภาวะเงินฝืดได้ และส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นดีดตัวขึ้นไปกว่า 51% ในปี 2556
และแม้ว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะมีการปรับฐานลงในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่มาตรการต่อเนื่องของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่เพิ่งประกาศออกมาเร็วๆ นี้ ก็ทำให้นักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นญี่ปุ่นอีกครั้ง และทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นสามารถปรับตัวขึ้นมาได้จากต้นปีที่ผ่านมา จึงเป็นการดีที่เราจะเข้ามาทำความเข้าใจในมาตรการของทางการญี่ปุ่นในรายละเอียดว่ามีอะไรบ้าง และจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ รวมถึงตลาดหุ้นญี่ปุ่นอย่างไร
มาตรการที่ทางการญี่ปุ่นได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2556 เหล่านี้ นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ได้เปรียบเสมือนธนูที่ยิงออกมาสู่เป้าหมาย โดยเรียกกันว่ามาตรการธนู 3 ดอก โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ยิงธนูดอกแรกออกมาผ่านการกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% ภายใน 2 ปี หรือภายในปี 2558 ซึ่งขณะนั้นอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.4% เท่านั้น ทำให้ต้องออกมาตรการอัดฉีดเงินแบบไม่จำกัดวงเงิน เพื่อกดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง และเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบการเงินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าจาก 82 เยน/เหรียญสหรัฐ ไปสู่ 95 เยน/เหรียญสหรัฐ (อ่อนค่าลงประมาณ 16% ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2556 และอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ประมาณ 114 เยน/เหรียญสหรัฐ ณ ปัจจุบัน)
โดยล่าสุดได้มีการประกาศเพิ่มเม็ดเงินที่อัดฉีดออกมาเพิ่มขึ้นจากเดิม 60-70 ล้านล้านเยน มาอยู่ที่ 70-80 ล้านล้านเยน/ปี และทำให้ตลาดตอบรับในทางบวกเป็นอย่างมาก ในส่วนของธนูดอกที่ 2 ได้ถูกยิงออกมาในช่วงไม่ห่างกันมากนัก ด้วยการดำเนินมาตรการการคลังที่ผ่อนคลาย ผ่านการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบกว่า 15 ล้านล้านเยน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในทันที ซึ่งตลาดก็ตอบรับมาตรการในเชิงบวกเช่นกัน โดยผลของธนู 2 ดอกแรก ได้ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจของญี่ปุ่นออกมาดูมีแนวโน้มดีขึ้น
ขณะที่ธนูดอกสุดท้าย คือ ดอกที่ 3 จะเน้นไปที่การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแผนการระยะยาวเมื่อเทียบกับธนู 2 ดอกข้างต้น โดยจะเน้นไปที่ 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ 1) การเพิ่มจำนวนแรงงานที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง 2) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน และ 3) การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศผ่านข้อตกลงความร่วมมือทางการค้า ซึ่งในส่วนธนูดอกที่ 3 นักลงทุนยังไม่ให้น้ำหนักเท่าไรนัก เนื่องจากเป็นส่วนที่ต้องดูกันในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตามจากธนูทั้งสามดอกที่กระตุ้นเศรษฐกิจทุกทิศทาง รวมถึงท่าทีอันแข็งกร้าวต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่น ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดพอสมควร
สำหรับความเด็ดขาดของมาตรการที่ประกาศไว้ เห็นได้ชัดเจนว่าธนาคารกลางและรัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการยืนกรานไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มนโยบายแล้วว่าจะไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่จะกระตุ้นแบบให้เห็นผลอย่างชัดเจน (Decisive or Bold Stimulus) และในการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดจะอัดฉีดเงินเข้าไปในสินทรัพย์หลายประเภทด้วยกัน ไม่เพียงแต่พันธบัตรรัฐบาล แต่ยังรวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงอื่น คือ กองทุนรวมประเภท Exchange Traded Funds (ETF) และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้สินทรัพย์เสี่ยงของญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นไม่ได้มีเพียงแต่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเท่านั้น แต่ยังได้รับแรงหนุนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ขนาดประมาณ 130 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 40 ล้านล้านบาท) ที่เตรียมจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นให้มากขึ้นจาก 12% เป็น 25% และปรับลดสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรญี่ปุ่นลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นของญี่ปุ่นมีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากนโยบายและวิธีการทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เรียกได้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้ทุ่มสุดตัวเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและเงินเฟ้อปรับขึ้นได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
สำหรับมุมมองในระยะต่อไป เราคาดว่าจะได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของธนาคารกลางญี่ปุ่นในครึ่งหลังของปีหน้า เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นซึ่งรวมน้ำมันด้วย ได้รับแรงกดดันเพิ่มมากขึ้นจนทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องออกมาอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการลงทุนในปีหน้า ด้านตลาดหุ้นญี่ปุ่นหากพิจารณาระดับดัชนีจะพบว่าค่า P/E คาดการณ์ล่วงหน้า 12 เดือน ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 14.14 เท่า ซึ่งต่ำกว่า P/E เฉลี่ย 5 ปีที่ 19.5 เท่า (ข้อมูลจาก Bloomberg, 10 พ.ย. 2557) ซึ่งแสดงถึงระดับราคาที่น่าสนใจในการเข้าลงทุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ยังต้องจับตามองปัจจัยในเรื่องของการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มของญี่ปุ่นในรอบใหม่อีกครั้งอย่างใกล้ชิดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างไร หลังจากการปรับขึ้นครั้งแรกในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ส่งผลให้การบริโภคชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม







