
บีโอไอแก้ ‘กับดักประเทศ’
โดย...อรัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อรัญญา มูลเพ็ญ
ตั้งแต่ วันที่ 1 ม.ค. 2558 ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ (พ.ศ. 2558-2564) จะมีผลบังคับใช้ และถือว่าเป็นการปรับทิศทางนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยครั้งใหญ่นับตั้งแต่ปี 2543
หิรัญญา สุจินัย ที่ปรึกษาด้านการลงทุน ในฐานะรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ถึงรายละเอียดยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ที่กำลังอยู่ในความสนใจของนักลงทุนในขณะนี้
หิรัญญา ระบุว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา บอร์ดบีโอไอมีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่แล้ว ซึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์จะมีการระบุรายชื่อและประเภทกิจการทั้งที่มีการระบุเฉพาะเจาะจง และระบุกว้างๆ ที่จะได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ภายใต้การยกเว้นอัตราภาษีเงินได้และระยะเวลาที่แตกต่างกัน แต่ไม่เกิน 8 ปี โดยสำนักงานฯ จะเสนอยุทธศาสตร์ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนาม และจะประกาศใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2558 จากนั้นในวันที่ 15 ธ.ค.จะมีการเชิญนักลงทุนกว่า 2,000 ราย เข้ารับฟังการชี้แจงนโยบายการลงทุนฉบับใหม่ให้นักลงทุนทราบ
“เป้าหมายการปรับนโยบายใหม่ เพื่อยกไทยให้ก้าวพ้นการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง ซึ่งเราติดกับดักนี้มานาน ซึ่งจะทำอย่างนั้นต้องเพิ่มรายได้ โดยต้องมีโฟกัสเป็นรายอุตสาหกรรมหรือบริการ จากเดิมที่ส่งเสริมอย่างค่อนข้างกว้าง”
แบ่งการให้สิทธิประโยชน์เป็น 7 กลุ่ม
สำหรับกิจการที่ให้การส่งเสริมนั้น หิรัญญา อธิบายว่า ได้จัดทำบัญชีกิจการแต่ละประเภทเรียบร้อยแล้ว และบอร์ดบีโอไอมีอำนาจในการเพิ่มหรือลดประเภทกิจการที่ได้รับการส่งเสริมได้ตลอด ในขณะที่หลักการส่งเสริมการลงทุนตามยุทธศาสตร์ใหม่จะแบ่งกิจการเป็น 2 กลุ่ม คือ กิจการที่อยู่ในกลุ่ม A ที่ได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้ และกิจการกลุ่ม B ที่ไม่ได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆ แทน
โดยในกลุ่ม A แบ่งเป็น 4 ระดับโดย A1 ซึ่งจะเป็นกิจการที่เป็นฐานความรู้ กิจการวิจัยและพัฒนา ไบโอเทค ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีสูงจริง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องเป็นเทคโนโลยีใหม่จริง โดยกลุ่มนี้จะได้รับยกเว้นสูงสุดคือเว้นภาษี 8 ปี โดยไม่จำกัดเงินลงทุนพร้อมสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ให้สิทธิเต็มที่เพราะกิจการกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะลงทุนไม่สูงแต่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศสูง
กลุ่ม A2 ได้รับยกเว้นภาษี 8 ปี แต่จำกัดเงินลงทุน เช่น ลงทุน 100 ล้านบาท ยกเว้นภาษี 8 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 100 ล้านบาท เกินกว่านั้นต้องเสียภาษีตามปกติแม้จะยังอยู่ในช่วงที่ได้รับสิทธิ 8 ปี พร้อมด้วยสิทธิประโยชน์อื่นๆ โดยกิจการที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกิจการการผลิตลงทุนและใช้เทคโนโลยีสูง ยังมีการลงทุนในไทยน้อย เช่น ชิ้นส่วนโทรคมนาคม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีใหม่ การขนส่งทางราง ขนส่งทางน้ำ
“ชิ้นส่วนยานยนต์บางตัวที่ยังผลิตในไทยน้อยก็อยู่ในกลุ่ม A2 เช่น เครื่องยนต์ เครื่องไฮบริด ซึ่งในลิสต์กิจการที่ส่งเสริมหากเป็นโปรดักต์ที่เรารู้สเปกชัดเราจะเขียนชื่อโปรดักต์ลงไปเลย แต่ถ้ายังไม่ชัดเราจะเขียนเปิดกว้างไว้ เช่น ชิ้นส่วนโทรคมนาคม เครื่องมือแพทย์ และเมื่อมีโปรเจกต์ที่เห็นควรได้รับส่งเสริมก็เพิ่มได้” หิรัญญา ระบุ
ส่วนกิจการในกลุ่ม A3 และ A4 จะเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญลดลงมา ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 5 ปีและ 3 ปีตามลำดับ ซึ่งอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่ได้รับส่งเสริมอยู่ในปัจจุบันจะอยู่กลุ่มนี้ เช่น นิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ชิ้นส่วนยานยนต์บางตัวที่ผลิตมานานและจำนวนมากแล้ว อย่างชิ้นส่วนเบรกเอบีเอส ชิ้นส่วนตัวถังที่ปั๊มขึ้นรูป วงจรไฟฟ้า ปิโตรเคมีที่เป็นโภคภัณฑ์ และชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับงานอุตสาหกรรมทั่วไป เป็นต้น
ถัดลงมาเป็นกลุ่มที่ไม่ได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้ คือกลุ่ม B1 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจการสนับสนุน เทคโนโลยีไม่สูงการผลิตไม่ซับซ้อนจะได้สิทธิประโยชน์ด้านการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ และกลุ่ม B2 ก็เช่นเดียวกันที่สิทธิประโยชน์ที่ได้ เช่น การถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน นำเข้าช่างฝีมือและ
ผู้ชำนาญการ เป็นต้น
สิทธิเพิ่มเติมตามการลงทุนวิจัยและพัฒนา
อย่างไรก็ตาม ในส่วนนโยบายส่งเสริมกิจการบางประเภทตามนโยบายรัฐบาล จะถูกจัดอยู่ในประเภทกิจการที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ใหม่เช่นกัน อาทิ การตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (IHQ) และบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (ITC) ตามนโยบายของรัฐบาลก็จัดอยู่ในกลุ่ม B1 ส่วนการให้สิทธิภาษีอากรอื่นๆ จะเป็นอำนาจของกรมสรรพากร ส่วนกิจการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายอื่นๆ เช่น ดิจิทัลอีโคโนมี ก็จะอยู่ในส่วนการให้สิทธิประโยชน์ A1 ในกลุ่มซอฟต์แวร์ ส่วนกลุ่มชิ้นส่วนโทรคมนาคมจะอยู่ในกลุ่ม A2
“ภาพรวมแล้วสิทธิประโยชน์ที่ให้สูงสุดก็คือยกเว้นภาษี 8 ปี ยกเลิกการส่งเสริมตามโซน 1-2-3 แต่คงจังหวัดยากจน 20 จังหวัด ที่จะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นเท่าเขตเศรษฐกิจพิเศษ คือบวกเพิ่มยกเว้นภาษีเงินได้อีก
3 ปีจากที่ได้รับส่งเสริมแต่รวมแล้วไม่เกิน 8 ปีที่เพิ่มการลดภาษีเงินได้ 50% ให้อีก 5 ปี และต่อไปนี้สำหรับกิจการชาเขียวซึ่งเป็นกาเฟอีนจะไม่ได้สิทธิรับการส่งเสริมอีกแล้ว”
นอกจากนี้ เพื่อดึงดูดให้เกิดการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพิ่มขึ้น กิจการที่ยังได้สิทธิประโยชน์ไม่เต็มเพดาน จะมีการให้สิทธิประโยชน์เพิ่ม เช่น มีค่าใช้จ่าย R&D จะได้สิทธิยกเว้นภาษีเพิ่มขึ้นตามลำดับ
l นโยบายใหม่กระทบลงทุนแต่ต้องเลือก
หิรัญญา ยอมรับว่า การปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่นี้จะมีผลต่อการพิจารณาลงทุนของเอกชน ซึ่งเป็นธรรมดาเพราะได้ประโยชน์น้อยลง แต่ก็ไม่ได้กลัวว่านโยบายนี้จะเป็นการไล่นักลงทุน เพราะเราจำเป็นจะต้องมองประเทศเราก่อน ถึงเวลาที่เราต้องเลือกสิ่งที่ดีให้กับประเทศซึ่งก็เหมือนกับทุกประเทศที่ขณะนี้ก็ให้การส่งเสริมแบบโฟกัสเหมือนกัน และเมื่อเทียบกับประเทศรอบๆ ไทยขณะนี้ถือว่าสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงกัน แต่บางประเทศจะเปิดช่องให้เจรจาหรือเทเลอร์เมด เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม
อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เอกชนใช้เพื่อตัดสินใจลงทุน แต่จะมีการมองถึงโครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตและการเพิ่มการอำนวยความสะดวกด้านอื่นๆ เช่น ลดระยะเวลาการอนุญาตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร อุตสาหกรรมสนับสนุนในประเทศนั้นๆ ก็มีความสำคัญ ทำให้ถึงแม้สิทธิอาจจะลดลงไปบ้างในบางตัวแต่ประเทศไทยก็ยังมีสิ่งอื่นดึงดูดนักลงทุน
l เปิด 4 จุดอ่อนไทยในสายตานักลงทุน
เมื่อถามถึงประเด็นว่าปัจจุบันมีเรื่องใดที่ยังเป็นจุดอ่อนของนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ หิรัญญา กล่าวว่า มีอยู่ 4 ประเด็นใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ 1.ขั้นตอนการขออนุญาตและระยะเวลาที่จะได้คำตอบที่ไม่ชัดเจน คือ การจะเข้ามาลงทุนต้องขออนุญาตจากหลายหน่วยงาน บางหน่วยงานใช้เวลาพิจารณานานซึ่งแม้จะมีศูนย์บริการเบ็ดเสร็จหรือวันสต็อปเซอร์วิสแต่ก็ทำได้เพียงอำนวยความสะดวก เตรียมเอกสาร ไม่สามารถให้อำนาจหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอนุญาตทุกเรื่องได้และไม่มีประเทศไหนทำเพราะบางเรื่องเป็นเรื่องทางเทคนิค แต่ประเด็นนี้นายกรัฐมนตรีก็ให้การบ้านทุกหน่วยงานช่วยลดขั้นตอนอยู่
2.ภาษี ที่บางเรื่องมีความไม่ชัดเจนของการตีความ 3.เรื่องขาดแคลนแรงงาน คนไทยรุ่นใหม่หันไปทำอาชีพส่วนตัวมาก ไม่ทำงานประจำหรืองานโรงงาน คนไม่เรียนอาชีวศึกษาเพราะเป็นค่านิยมของประเทศซึ่งเรื่องนี้ต้องไปแก้ทั้งภาพรวมพื้นฐานการศึกษาของประเทศ และ 4.เสถียรภาพการเมือง
“แต่ก่อนเขาไม่สนใจเลยว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนยังไง เพราะยังไงก็ไม่กระทบกับการลงทุนของเขา เพิ่งมาเจอเอา 3-4 ปีหลังนี่เองจากการประท้วงแล้วเขาทำธุรกิจไม่ได้ มีการไปปิดสถานที่ต่างๆ ตอนนี้ก็ยังห่วงอยู่เพราะตอนนี้ก็ยังมีสี ยังไม่ชัดเจนว่าเลิกสีแล้ว จะมาประท้วงอีกไหมจะเผากันอีกหรือเปล่า เมื่อก่อนไม่มีเลยไม่เคยขึ้นมาระดับนี้เลย”







