
หนักใจสต๊อกล้น
ปริมาณข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลที่มีท่วมท้นกว่า 19.2 ล้านตัน เป็นปัญหาที่หนักอกอย่างยิ่ง ไม่ใช่แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ยังเป็นภาระต่อเนื่องไปถึงรัฐบาลในอนาคต และจะย้อนกลับมาเป็นภาระทางการคลังของประเทศในที่สุด
ปริมาณข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลที่มีท่วมท้นกว่า 19.2 ล้านตัน เป็นปัญหาที่หนักอกอย่างยิ่ง ไม่ใช่แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ยังเป็นภาระต่อเนื่องไปถึงรัฐบาลในอนาคต และจะย้อนกลับมาเป็นภาระทางการคลังของประเทศในที่สุด
เพราะนอกจากผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีผลขาดทุนสูงถึง 5.18 แสนล้านบาทแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการเช่าโกดัง ค่ารักษาคุณภาพข้าว เดือนละ 452 ล้านบาท หรือปีละเกือบ 6,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมค่าเสื่อมอีกปีละ 10% และข้าวในสต๊อกที่คุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ 70%
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์จะมีความพยายามในการระบายข้าวจากสต๊อกต่อเนื่อง แต่สุดท้ายก็ติดปัญหาว่าหากระบายสต๊อกข้าวออกในขณะนี้ จะทำให้เกิดแรงกดดันต่อราคาข้าวสารและข้าวเปลือกฤดูกาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เห็นได้จากเมื่อ 1-2 สัปดาห์ก่อน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์จะมีการระบายข้าวสารรอบที่ 4 โดยได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศร่างเงื่อนไขทีโออาร์เปิดประมูลข้าวสาร ก่อนเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) แต่เรื่องก็เงียบหายไป ไม่มีการเรียกประชุม นบข.เพื่อเสนอเรื่องนี้
ล่าสุด พล.อ.ฉัตรชัย ให้สัมภาษณ์ว่า จะเรียกประชุมหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์มาหารือแนวทางการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลให้มากที่สุด เพื่อลดค่าใช้จ่ายและความเสียหายของข้าวที่เก็บไว้นาน แต่มีเงื่อนไขว่าการระบายข้าวจะต้องไม่กระทบราคาตลาด
“ในเร็วๆ นี้จะมีการพิจารณาเปิดระบายข้าวให้ผู้ประกอบการอีกครั้งภายในเดือน ธ.ค.นี้” พล.อ.ฉัตรชัย บอก
สำหรับความคืบหน้าในการขายข้าวแบบจีทูจีให้คอฟโก รัฐวิสาหกิจนำเข้าข้าวของจีน พล.อ.ฉัตรชัย ระบุว่า น่าจะได้ข้อสรุปผลการเจรจาซื้อขายข้าว 2 ล้านตัน หลังวันที่ 15 ธ.ค. และหากผลการเจรจาเป็นที่ยอมรับด้วยกันทั้งสองฝ่ายจะมีการเดินทางไปจีนเพื่อลงนามสัญญาซื้อขายต่อไป
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะการเจรจาขายข้าวให้คอฟโกตามข้อตกลงเอ็มโอยูที่มีร่วมกันนั้น คอฟโกกดราคาซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาล โดยระบุว่าข้าวสารในสต๊อกมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน
พล.อ.ฉัตรชัย บอกว่า สำหรับราคาเปลือกนาปีที่กำลังออกสู่ตลาดนั้น เท่าที่ตรวจสอบตัวเลขราคาซื้อขายทุกวัน พบว่าราคายังดีอยู่ อย่างข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 1.2-1.4 หมื่นบาท โดยราคาขายที่ต่ำกว่านั้นเป็นเฉพาะบางพื้นที่ เนื่องจากเป็นข้าวเกี่ยวสดซึ่งมีความชื้นสูงกว่า 30%
“ภาพรวมชาวนายังขายข้าวเปลือกได้ราคาดีอยู่ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการเพิ่มเติมในระยะนี้” พล.อ.ฉัตรชัย ย้ำ
ด้านกระทรวงเกษตรสหรัฐ (ยูเอสดีเอ) ประเมินว่า ในปี 2558 ตลาดค้าข้าวโลกยังคงสดใส โดยรายงานประจำเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ยูเอสดีเอปริมาณการค้าข้าวจะสูงถึง 41.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนเมื่อเดือน ต.ค.กว่า 4 แสนตัน
โดยไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกที่ปริมาณ 10.8 ล้านตัน ภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาลไทยมีการระบายข้าวจากสต๊อกในราคาที่แข่งขันได้ รองลงมาเป็นอินเดีย 8.7 ล้านตัน และเวียดนาม 6.7 ล้านตัน ในขณะที่จีนจะเป็นผู้นำเข้าข้าวมากที่สุดในโลกที่ 4 ล้านตัน







