
ฟื้นแล้ว?
การส่งออกไทยฟื้นแล้ว?
การส่งออกไทยฟื้นแล้ว?
นี่เป็นคำถามที่เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าฟันธงเต็มที่ แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะรายงานว่า มูลค่าการส่งออกไทยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาจะขยายตัว 3.97% หรือสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี อยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อันเป็นผลจากการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีทิศทางฟื้นตัว เช่น มูลค่าส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น 34.7% จาก ต.ค.ปีที่แล้ว แต่มูลค่าส่งออกยางก็ยังวูบต่อเนื่อง โดยหดตัว 40% จาก ต.ค. 2556
ขณะที่สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่างเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้ามีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับสินค้ากลุ่มยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่กลับมาขยายตัว
เมื่อมองในตลาดสำคัญ พบว่า ในเดือน ต.ค. ตลาดญี่ปุ่นขยายตัว 4.1% แต่ยอด 10 เดือนยังติดเล็กน้อย ตลาดสหรัฐขยายตัว 6.4% ตลาดสหภาพยุโรปเติบโต 8.5% ตลาดอาเซียนขยายตัว 7.2% แต่ตลาดจีนยังติดลบ 7.8%
ส่วนความหวังใหม่อย่างการค้าชายแดนในเดือน ต.ค. มีมูลค่าประมาณ 8.6 หมื่นล้านบาท (ประมาณ 2,600ล้านเหรียญสหรัฐ) ขยายตัว 6.2%
หากมองทิศทางการฟื้นตัวที่ระบุว่ามาจากกลุ่มสินค้าเกษตรและอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เราต้องมองให้ลึกด้วยว่า ยังเป็นกลุ่มที่ไทยจะฝากอนาคตไว้ได้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดสินค้าเกษตร และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาดเทคโนโลยี
ถ้าไทยยังอยากแข่งต่อจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไรบ้างให้เหนือกว่าคู่แข่ง
การมองตลาดอาเซียน เป็นตลาดส่งออกดาวรุ่งพุ่งแรง เพราะยอดการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จะยั่งยืนแค่ไหน เพราะตอนนี้บริษัทผู้ผลิตสินค้าหลากหลายประเภทต่างพาเหรดออกไปขยายฐานการผลิตกันในประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างคึกคัก ทั้งเพื่อผลิตขายในประเทศดังกล่าว และส่งออกไปตลาดโลก
ไทยเตรียมรับมือเรื่องเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน?
พูดถึงการแข่งขันแล้ว ทำให้คิดถึงคำพูดของคุณสุภชัย วีระภุชงค์ ผู้บริหารบริษัท ไทยนครพัฒนา ที่บอกว่า การทำธุรกิจนอกจากเราจะต้องรู้จักตัวเองว่ามีศักยภาพทำอะไรได้บ้างแล้ว ก็ต้องรู้จักคนอื่น ทั้งลูกค้าว่าต้องการอะไร และคู่แข่งว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไรด้วย







