
ดีเลย์โรงแยกก๊าซฯ บอร์ดปตท.ติงไม่คุ้ม
บอร์ด ปตท.ติงแผนลงทุนขยายโรงแยกก๊าซฯ 3,000 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตแอลพีจีหวั่นไม่คุ้ม
บอร์ด ปตท.ติงแผนลงทุนขยายโรงแยกก๊าซฯ 3,000 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตแอลพีจีหวั่นไม่คุ้ม
นายชาครีย์ บูรณกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ปตท.เห็นชอบในหลักการแผนการปรับปรุงและขยายกำลังการผลิตโรงแยกก๊าซธรรมชาติ แต่บอร์ดมีความกังวลเรื่องคุ้มค่าในการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ยังถูกตรึงไว้ที่ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งไม่สะท้อนราคาตลาดโลก
“การลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตก๊าซฯ ครั้งนี้ เนื่องจากยังมีปริมาณก๊าซฯ ที่เหลือ และไม่ได้ผ่านโรงแยกก๊าซฯ อยู่ 300-600 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นแอลพีจีได้ แต่ต้องเข้าใจว่าราคาแอลพีจีปัจจุบันที่ถูกตรึงราคาหน้าโรงแยกไว้ ทำให้อาจขาดทุน และตอนนี้ราคาน้ำมันลดลง ราคาผลิตภัณฑ์ตลาดโลกก็ลงด้วย ในหลักการอยากทำโครงการนี้เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศลดการนำเข้า แต่ทำแล้วต้องคุ้ม” นายชาครีย์ กล่าว
ทั้งนี้ การขยายกำลังการผลิตปริมาณก๊าซฯ จะอยู่ในพื้นที่ของโรงแยกก๊าซฯ 5 แห่ง โดยระหว่างนี้อยู่ในช่วงจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการออกแบบด้านเทคนิค ส่วนจะเริ่มก่อสร้างได้เมื่อไหร่นั้นยังไม่สามารถกำหนดได้ชัดเจนในตอนนี้ ต้องพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกัน
นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. กล่าวว่า แผนการขยายกำลังการผลิตโรงแยกก๊าซฯ ครั้งนี้ จะเป็นในลักษณะของการโมดิฟายของโรงแยกฯ ทั้ง 5 แห่ง เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เหลือ จะใช้งบลงทุน 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะได้แอลพีจีมา 5-6 หม่ื่นตัน/ปี
“การดำเนินการดังกล่าวประเด็นสำคัญ คือ ปริมาณก๊าซฯ ในอ่าวไทยจะเริ่มลดลง หากจะลงทุนโรงแยกขนาดใหญ่ไปเลยอาจไม่คุ้ม ต้องใช้วิธีขยายเพิ่มจากที่ทำอยู่ซึ่งมีโอกาสคืนทุน 2 ปี สามารถใช้งานได้ 4-5 ปี และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ยังไม่เกิดโรงแยกก๊าซแห่งที่ 7 ประกอบกับยังไม่มั่นใจกับการต่ออายุสัมปทานปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่จะหมดลง” นายณัฐชาติ กล่าว
สำหรับประเด็นราคาแอลพีจีหากยังถูกตรึงราคาไว้ที่ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน อาจไม่คุ้มการลงทุนนั้น ภาครัฐอาจต้องซื้อก๊าซราคาที่บวกเพิ่มขึ้นบ้าง ซึ่งดีกว่าการนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศ
นายจอห์น บาร์ตัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สเตรกา ผู้ดำเนินธุรกิจรับเหมาขุดเจาะวางท่อก๊าซธรรมชาติและท่อน้ำมัน กล่าวว่า บริษัทเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอ ไอ เพื่อระดมทุนในปี 2558 เพื่อรองรับการขยายงานทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ที่คาดว่าจะมีการขยายตัวเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปลายปี 2558
บริษัทมีความชำนาญการวางท่อก๊าซใต้ดินที่ใช้เทคโนโลยี HDD คือวางท่อเจาะลอดสิ่งกีดขวางในแนวราบโดยไม่เปิดหน้าดิน โดยปัจจุบันมีเครื่องขุดเจาะ 6 เครื่อง และจะเพิ่มเป็น 10 เครื่อง และผู้รับเหมางานหลักจาก ปตท. บริษัท กัลฟ์ เจพี การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)







